ยินดีต้อนรับ

ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ธรรม วัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา dr.natdhnond@gmail.com, dr.natdhnond@hotmail.com

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560

(409) "มรรคผล ธรรมนิราศ" ปัตจัตตังนิทานธรรม




🌸 มรรคผล ธรรมนิราศ 🌸
☀️ ปัตจัตตัง นิทานธรรม ☀️


☀️☀️
🔶 "มรรค" 🔶 ทางเดิน

ณ วันพระขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๙ 
คืนวันเสาร์ ๒๕ สิงหา ๕๕ 
ใกล้เวลา ๒๐ นาฬิกา
บุรุษภาวนาเดินจงกรม
ซ้ายขวาซ้ายกายใจในสติ
เกิดสมาธิสติสั่งสม
พอสติมั่นพลันเกิด "พายุลม"
พัดซ่านถล่มแทบล้มทั้งยืน

พิจารณาสักกายทิฏฐิ
แต่จิตมิรับสัจจะขัดขืน
พิจารณามานานวันคืน
ยังหยัดยืนยึดมั่นในตัวตน
แม้ตัวตายยังอาลัยสังขาร
แม้ไม่นานสังขารพาลเหี่ยวย่น
พิจารณากายาว่าตน
จิตยังสับสนว่าตนว่าเรา

พิจารณาว่าตายก็แล้ว
มิคลาดแคล้วต้องตายกายเปลื่อยเน่า
ย่อยสลายกลายเป็นดินสิ้นเงา
ทั้งเราเขาไม่มีแม้ตัวตน
พิจารณาไปใจไม่รับ
เท้าขยับตามแรงลมสับสน
จิตว่าตายไปเลยกายตัวตน
ขอท้าชนจนตนตายตามลม

เดินโซซัดโซเซซาซ่าซ่าน
ไม่เนิ่นนานพาลฟ้าฝนถล่ม
ฟ้าแลบคำรามท่ามกลางแรงลม
พัดถล่มทลายมลายพลัน
"สายฝน" หล่นดั่งเทพเนรมิต
พอสะกิดผิวกายพลันหนาวสั่น
กายเกร็งเป็น "ตะคริว" รวดร้าวพลัน
ตัวแตกลั่นปวดร้าวไปทั้งกาย

โอ้ฝนอะไรไม่เคยพบเห็น
ตกกระเซ็นถูกกาย ใจร่ำไห้
พลัน "ขาแข็ง" หมดเรี่ยวแรงเดินไป
จับขาไว้พยุงกายให้ตรง
"พิษฝน" หนาวร้าวรวดปวดแสบ
ทุกข์ทนแทบทลายเป็นผุยผง
"พยุงขา" ขืนก้าวไปให้มั่นคง
ด้วยประสงค์พิจารณากาย

จงกรมไปร่ำไห้ไปในทุกข์
ไม่มีสุขมีแต่ทุกข์ใจหลาย
จึงอธิษฐานเดินสามรอบด้วยใจ
หากทำไม่ได้ขอให้ตายตาม
พิจารณาว่ากายตัวตน
ไม่เคยพ้นอุปาทานก้าวข้าม
เกิดแก่เจ็บตายดุจเงาติดตาม
อยากก้าวข้ามต้องละกายตัวตน

จงกรมไปได้ครบสามรอบแล้ว
ใจผ่องแผ้วแกล้วกล้าพาสุขล้น
ละอุปาทาน ละในตัวตน
ด้วย "ก้าวพ้น" ทนทุกข์เวทนา
จึ่งหยุดยืนแน่นิ่งสงบจิต
หลับตาพิศเพ่งภาวนาในท่า
เพียงเสี้ยววินาที "จิตรวม" พริบตา
"ทวารทั้งหก" พลันพร่าดับพรืดลง

ตาดับมืดสนิทลำดับต้น
หูดับดลต่อมาพาฉงน
ต่อมากายสัมผัสดับบัดดล
ลมหายใจพ้นดลดับตามมา
ผัสสะหายไปเหลือแต่ผู้รู้
จิตเฝ้าดูรู้ในใจภาษา
อธิษฐานว่าสัจจะวาจา
หากผู้ข้าละได้ในตัวตน

หากละตัวตนได้ขอให้สว่าง
พลันความว่างสว่างไสวล้น
กายซ่านจิตตื่นระรื่นระคน
พลันบัดดลหูกลับมาได้ยิน
ต่อมาลมหายใจได้ปรากฏ
แต่แปลกจรดกาย "ไร้ผัสสะสิ้น"
"ไม่เหน็บหนาว" ในลมฝนทมิฬ
เสมือนสิ้นสักกายะตัวตน

จึ่งไม่แปลกใจในครูอาจารย์
ที่ท่านผ่านเวทนารอดพ้น
"รอดตายได้" จึงได้ธรรมในตน
ปีติล้นในธรรมอุบัติมา
หลวงพ่อว่า "เอาหินทับหญ้าไว้"
ทำต่อไปให้กิเลสตายหนา
"มรรค" นี้มีผลดลตามมรรคา
ดั่งวาจาว่าของครูอาจารย์


☀️☀️
🔶 "ผล" 🔶 บังเกิดสว่างไสว

ณ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๐ หนา
๘ ตุลา ๕๕ วันวานผ่าน
๑๗.๓๐ นาฬิกากาล
ปีติซาบซ่านไปทั่วกายใจ
ณ ศาลาแห่งวัดโคกปราสาท
ธรรมนิราศถูกบันทึกไว้
บังเกิดมีธรรมอัศจรรย์ใจ
"ผล" สว่างไสวในกระแสธรรม

"สองวันก่อน" มีเหตุบอกล่วงหน้า
ภาวนาจงกรมทั้งเช้าค่ำ
เสียงก้องบอกภูมิแห่งกระแสธรรม
แผ่นดินไหวซ้ำสะเทือนที่ใจ
ภาวนาสว่างสองคืนแล้ว
จิตผ่องแผ้วแลสว่างไสว
พิจารณาว่า กายในกาย
เวทนาไซร้ จิต และธรรม

"วันที่สาม" เร่งเพียรภาวนา
พิจารณาว่าธาตุสี่ซ้ำ
ขันธ์ห้าว่าตัวตนค้นธรรม
พิจารณาซ้ำในเขาในเรา
พิจารณาว่ากามตัณหา
ผุดขึ้นมามีแต่ทุกข์โศกเศร้า
พลันแผ่นดินไหวเลื่อนลั่นโลมเลา
สะเทือนเข้ามากระทบที่ใจ

ตึ๊ง ตึ๊ง ตึ๊ง เหมือนเสียงกลองกระหน่ำ
จิตเพ่งย้ำเกินไปในสงสัย
เสมือนถูกอัดบีบทั้งกายใจ
จึงปล่อยให้เป็นไปตามธรรม
ออกสมาธิแล้วกวาดลานวัด
ปฏิบัติเสนาสนะค้ำ
หลวงพ่อเมตตาให้คำแนะนำ
ท่านย้ำ "อย่ากลัวกิเลส" ในใจ

สะสรงร่างกายใสสะอาดแล้ว
จิตผ่องแผ้วเบาสบายสดใส
ฝนตกปรอยปรอยประพรมพร่างพราย
"ดุจดลใจ" จึงเข้าไปในศาลา
ใกล้มืดค่ำแล้วยังไม่มีใคร
จึ่งนั่งลงไหว้ พิงเสาศาลา
อธิษฐานภาวนากถา
ว่าอานาปานสติธรรม

เพียงนาทีนั่งลงกายตรงแน่ว
จิตผ่องแผ้วสงบสว่างล้ำ
"จิตรวมพรึบ" ว่าง สว่างในธรรม
เสียงสะเทือนเลื่อนย้ำมาที่ใจ
ครืน ครืน เสียงวิ่งมาจากทางปราสาท
ปะทะคาดตรงตาที่สามไซร้
กายตรงแนบแทบหยุดลมหายใจ
แสงสว่างไสวปรากฏขึ้นมา

"แสงโอภาส" ก็เคยเห็นมาก่อน
แต่สุดสะออนแสงสีนี้หนา
สว่างสดใสกว่าที่ผ่านมา
สว่างจัดจ้า "วนมา วนไป"
ทันใด จิตเกิด "ปัญญา" รู้ว่า
แสงโอภา "พิสูจน์สัจจะ" ได้
จักสวยงามเลอล้ำสักปานใด
ประเดี๋ยวได้ แสงสีจักแปรปรวน

เส้นแสงสีรุ้งพร่างพรายรัศมี
ไม่กี่วินาทีก็ผันผวน
ทนอยู่ได้ไม่นานก็แปรปรวน
สลายไปล้วนไม่เหลืออะไร
เกิดดับ แปรไป ไม่เหลือตัวตน
มิมีพ้น อนิจจัง ทุกขังได้
สิ้นสลายเป็นอนัตตาไป
จึ่ง "พิสูจน์ได้" ในสัจธรรม

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาคราซ้ำ
รู้เห็นแล้ว "อริยสัจธรรม"
"ไตรลักษณ์" ย้ำเห็นจริงที่ใจ
เรารู้เห็นแล้ว มันก็แค่นี้
อุปาทานที่มีพลันละได้
เพียง "มรรคจิต" เศษเสี้ยวทันใด
แสงสว่างไสว ระเบิด "โพล้ง" ออกมา

แสงสว่างจัดจ้าไร้ขอบเขต
สุดประเทศสุดประมาณว่า
ไม่มีสิ่งใดใดในโลกา
สว่างจ้าเกินกว่าจะบรรยาย
รู้แล้ว เห็นแล้ว มันก็แค่นี้
ไม่มีสิ่งใดให้หลงใหลได้
จิตละวางอุปาทานที่ใจ
วาง "อุเบกขา" ได้ จึงเห็นธรรม

อกาลิโก "ธรรม" บังเกิดแล้ว
พุทโธแก้วแพรวพราวเลิศล้ำ
ธัมโม สังโฆ หนึ่งมโนธรรม
"รัตนตรัย" ล้ำใจเป็นหนึ่งเดียว
"สักกายทิฏฐิ" แม้มีอยู่
แต่ผู้รู้ละได้ไม่เฉลียว
"สีลพฺพตปรามาส" มาเทียว
มันมาเที่ยว ละแล้วจึงจากไป

ณ ศาลาในวันออกพรรษา
หลวงพ่อประกาศวาจาเป็นนัย
"เนื้อนาบุญ" บังเกิดขึ้นแล้วไซร้
สาธุ หลวงพ่ออนุโมทนา
"มรรคผล" นี้ได้มาตามบาทวิถี
สายกลางมีมรรคองค์แปดหนา
ปฏิบัติตามพระศาสดา
ไม่เนิ่นช้าจึงได้ธรรมงดงาม


☀️☀️
🔶 "ธรรม" 🔶 สว่างไสว

๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖
มะโรงศก ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓
บุรุษนั่งภาวนาก่อนเที่ยงยาม
แล้วเปลี่ยนท่าข้ามนอนภาวนา
จิตสงบเลื่อนไหลคล้ายหลับไป
ไม่ทันไรได้นิมิตดังว่า
ผู้ไม่มีตัวตนส่งเสียงอื้ออึงมา
พระองค์นั้นหนาเป็นของท่านนั่นไง

พระแก้วองค์ใสลอยเด่นเบื้องหน้า
แสงใสจ้าส่องสว่างไสว
พลันเพ่งพิศจับจ้องทันใด
แสงสว่างไสวพลันพุ่งเข้ามา
แสงวาบปะทะสะท้านกายจิต
ดุจเนรมิตธรรมอันล้ำค่า
พระแก้วใสดูดเข้าหากายา
ประหนึ่งว่า เป็นหนึ่งรัตนตรัย

(๑) "พระแก้วใส" พุ่งปะทะ "กายจิต"
ดั่งเนรมิตสว่างไสว
ปะทะเข้าหากันอย่างเร็วไว
สว่างไสวกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน
"ตัวตน" หายไปในความสว่าง
สงบว่างในอัศจรรย์นั้น
ปีติซาบซ่านทั่วกายใจพลัน
จิตรู้มั่นในความว่างต่อไป

ไม่นานพลันมี "ดวงธรรม" ปรากฏ
ไม่สะทกในความสว่างไสว
ไม่นานเพ่งพิศแสงศิวิไลซ์
ไม่ทันไร "กาย-แสง" พุ่งเข้าหากัน
ไม่นานเพียง "เศษเสี้ยววินาที"
ไม่มีสิ่งใดเข้ามาขวางกั้น
ไม่ช้ากลายเป็น "ความว่าง" เดียวกัน
ไม่นานพลัน "กาย" ว่างวับหายไป

(๒) "แสงดวงธรรม" พุ่งปะทะ "กายจิต"
ทั่วทุกทิศว่างสว่างไสว
แสงเจิดจ้าสว่างวาบกายใจ
พลันทันใดใจถอนตื่นขึ้นมา
ตื่นมาทันทีนั่งตัวตรงแน่ว
ตื่นมาแล้วกายใจยังซาบซ่า
ตื่นมาแล้วยังปีติอุรา
ตื่นขึ้นมาธรรมยังต่อเนื่องไป

ธรรมใดใดได้อุบัติแล้ว
ไม่คลาดแคล้วล้วนต้องดับสลาย
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ไม่นานดับไป
ไม่เหลือไว้เป็นตัวเป็นตน
สัพเพ ธัมมา "อนัตตา"
"อนิจจา" นั้นหนาล้วนไม่พ้น
ปรวนแปรเปลี่ยนไปไม่คงทน
"ทุกขัง" ไม่พ้นต้องทนทุกข์ใจ

"อริยสัจธรรม" นี้หนา
พิจารณาเห็นจริงแล้วไซร้
เพียงชั่วครู่ไม่นานพลันทันใด
เพียงอึดใจเสียงระเบิดตามมา
เสียงนี้ดังปานว่าโลกแตก
ดุจโลกธาตุแยกแตกซ่านซ่า
เสียงระเบิดดังสะท้านโลกา
อุปมาว่ากิเลสทลาย

เสียงระเบิดไม่นานพลันเงียบลง
ยังคงไว้แต่ ว่าง สว่างไสว
ปีติซาบซ่านทั้งกายใจ
ละวางไว้เป็น "อุเบกขาธรรม"
หลวงพ่อบอกว่า "ธรรม" บังเกิดแล้ว
ให้รีบแจวภาวนาเช้าค่ำ
ขี้เกียจก็ทำ ขยันก็ทำ
ภูมิธรรมสูงล้ำ มีหวังได้ครอง

🌸 กวีนิรนาม 🌸
๑๘ มกราคม ๒๕๖๐


(นิทานธรรมเกิดตรงกับวันพระ ๘ ค่ำ ทั้งสามวาระ)

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2560

(408) อนุโมทนาคณะผ้าป่ากรุงเทพ สมทบทุนสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท




 อนุโมทนาคณะผ้าป่า 
สมทบทุนสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต

ท่านทั้งหลาย เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา มีคณะผู้ศรัทธานำผ้าป่ามาถวายหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร เพื่อสมทบทุนสร้างพระบรมเจดีย์พุทธนิมิต วัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา โดยการนำของครอบครัวคุณทนงศักดิ์ ฤกษ์ลักษณี และครอบครัวคุณจรุงศักดิ์ ภาคจรุง รวมทั้งคณะญาติธรรมจากกรุงเทพฯ และชาวอำเภอพิมาย นครราชสีมา โดยถวายเงินปัจจัยรวม ๑๐๑,๗๐๐ บาท

ผมในนามตัวแทนวัดโคกปราสาท ขออนุโมทนา และขอให้ "ทาน" ที่ท่านทั้งหลายได้กระทำร่วมกันนี้ จงมีอานิสงค์เป็น "มหาทาน" เพื่อยังประโยชน์ทั้งโลกนี้และโลกหน้า จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งพระนิพพาน ทุกท่านเทอญ
ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
๑๖ มกราคม ๒๕๖๐





วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2560

(407) ธรรมปฏิบัติสัญจรภาคเหนือ 2559 กับหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร



🌸 ธรรมปฏิบัติสัญจรภาคเหนือ 2559 🌸
กับหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร
3 - 18 ธันวาคม 2559

🌸 ช่วงที่หนึ่ง 🌸
🌸 คืนแรก 
วันที่ ธันวาคม 2559

หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร และชาวคณะศิษย์วัดโคกปราสาท ได้พักภาวนา ณ ไร่มะขามหวาน บ้านลำเพียร ต.โคกปรง อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ตามคำนิมนต์ของคุณภูมิรัตน์ จงจิตร์ และคุณศรันยา อินกลม ซึ่งคอยต้อนรับเป็นอย่างดี

หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ที่วิเชียรบุรีแถวนี้ อดีตเมื่อราวสองหมื่นปี เป็นเมืองใหญ่ที่เจริญรุ่งเรืองแห่งหนึ่ง และในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ในอดีต เคยมีพระเจ้าจักรพรรดิ มาเกิดสร้างบารมีปกครองบ้านเมืองอยู่หลายพระองค์ ส่วนคุณอ้วน เจ้าของไร่มะขามแห่งนี้ ก็เคยเป็นแม่เจ้าเกิดตายอยู่ที่แห่งนี้ ภพนี้ก็เวียนมาอยู่ที่เก่าอีกครั้ง หากไม่เบื่อหน่าย จะต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอยู่เช่นนี้เรื่อยไป




🌸 คืนที่สอง 
วันที่ ธันวาคม 2559

พักภาวนาที่ข้างป่าช้าวัดแหลมยาง อ.เมือง จ.พิจิตร ตามคำนิมนต์ของคุณสรรค์ ดอนอินทร์ทรัพย์ ค่ำคืนนี้ นอกจากจะมีญาติธรรมจากพิจิตรแล้ว ยังมีชาวโลกทิพย์และโลกวิญญาณ มากราบฟังธรรมจำนวนมาก ส่วนอุบาสิกาแห่งวัดโคกปราสาทท่านหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า เห็นชาววิญญาณจำนวนมากหลั่งไหลกันมาจากป่าช้าที่อยู่ข้างวัด ตอนเช้า ชาวคณะวัดโคกปราสาท รับนิมนต์ไปฉันจังหันที่บ้านของคุณสรรค์ ในเมืองพิจิตร จึงขออนุโมทนากับเจ้าภาพ และผู้ที่คอยต้อนรับทุกประการ




🌸 คืนที่สาม 
วันที่ ธันวาคม 2559

พักภาวนาที่บ้านสวน ในเขตอำเภอตะพานหิน จ.พิจิตร ตามคำนิมนต์ของคุณลุงเสวตและภรรยา ซึ่งทั้งคู่เป็นผู้มีที่มีจิตใจบุญ เป็นผู้สงบเสงี่ยมและนอบน้อมในธรรม ส่วนญาติธรรมชาวตะพานหินก็มีจิตใจงาม ได้มาร่วมฟังธรรมและปฏิบัติธรรมด้วยกันหลายท่าน พอตอนเช้า ก็ได้พากันนำอาหารมาถวายพระ และเลี้ยงดูชาววัดโคกเป็นอย่างดี จึงขออนุโมทนาทุกประการ





🌸 คืนที่สี่ 
วันที่ ธันวาคม 2559

คณะพักภาวนาที่ริมแม่น้ำปิง ฝั่ง ต.วังหิน อ.เมือง จ.ตาก ติดกับสะพานโกสัมพี ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่าง จ.กำแพงเพชร และ จ.ตาก พอตอนเช้า หลวงพ่อเล่านิทานให้ฟังว่า มีพญานาคหนุ่มตนหนึ่งเข้ามากราบขอบคุณ ที่ชาวคณะมาแผ่กุศลให้สรรพวิญญาณที่ริมแม่น้ำปิงแห่งนี้ นอกจากนั้น พวกโลกทิพย์โลกวิญญาณจำนวนมาก กำลังรอต้อนรับในหลายๆแห่งที่คณะจะไป




🌸 สรรพวิญญาณที่เขื่อนภูมิพล

ในช่วงสายของวันที่ ธันวาคม 2559 หลวงพ่อพาชาวคณะวัดโคกปราสาท ไปแวะพักที่เขื่อนภูมิพล เมื่อตอนกำลังเดินทางกลับ ขณะจะผ่านพ้นบริเวณเขื่อน ปรากฏมีคลื่นขอความเมตตาสื่อมาตลอดเส้นทาง พอจะพ้นประตูทางเข้าเขื่อน เห็นหลวงพ่อสั่งให้หยุดรถ พร้อมกับลงไปเดินเล่นแถวริมน้ำ ผู้ที่ติดตามหลวงพ่อประจำ จะรู้ว่า ท่านกำลังลงไปโปรดสรรพวิญญาณ ในอิริยาบทธรรมดาๆ เพื่อไม่ให้ผู้ที่ผ่านไปมาสงสัย อันนี้ เป็นนิสัยและคุณธรรมของพ่อแม่ครูอาจารย์ ที่ผู้ติดตามต้องเรียนรู้ปฏิปทาของท่าน ซึ่งแต่ละองค์จะไม่เหมือนกัน แต่ความเมตตาจะมีเหมือนกัน





🌸 คืนที่ห้า 
วันที่ ธันวาคม 2559

ชาวคณะวัดโคกปราสาท พักภาวนาอยู่ริมแม่น้ำเมยติดชายแดนพม่า อ.แม่ระมาด จ.ตาก โดยได้รับความสะดวกจากตำรวจตะเวนชายแดน และชาวบ้าน ให้เข้าไปพักในสวนไม้สัก พอตอนเช้า หลวงพ่อเล่านิทานให้ฟังว่า ในอดีตเมื่อสามพันปี มีหมู่บ้านตั้งอยู่ทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำเมย ต่างก็เป็นเครือญาติเดินทางผ่านสะพานไม้ ไปมาหาสู่กันเป็นประจำ เพราะสมัยโน้นยังไม่ได้แบ่งประเทศเหมือนกับสมัยนี้




🌸 การเดินเท้าภาวนา

ในการปฏิบัติธรรมสัญจรภาคเหนือในวาระนี้ หลวงพ่อให้ลูกศิษย์เดินเท้าภาวนา เพื่อเพียรฝึกสติ และฝึกความอดทนดังนี้
วันแรก เดินเท้าจากไร่มะขามหวาน อ.วิเชียรบุรี ไปยัง อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ เป็นระยะทาง 15 กิโลเมตร
วันที่สอง เดินเท้าระหว่าง อ.เมือง ไปยัง อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร เป็นระยะทางราว 15 กิโลเมตร วันนี้มีเด็กชายวัยเจ็ดขวบร่วมเดินด้วย
วันที่สาม เดินเท้าภาวนาจากนอกอำเภอเมืองกำแพงเพชร มุ่งสู่ริมแม่น้ำปิง อ.เมือง จ.ตาก ระยะทาง 15 กิโลเมตร
วันที่สี่ เดินเท้าภาวนาจากระหว่าง อ.แม่ระมาด ไปยัง อ.ท่าสองยาม จ.ตาก ระยะทางราว 10 กิโลเมตร






🌸 ช่วงที่สอง 🌸
นิทานธรรมพิสดาร

🌸 ธรรมะจากกลิ่นเหม็น-กลิ่นหอม 🌸

ท่านทั้งหลาย เมื่อคืนวันที่ ธันวาคม 2559 คณะพวกเราพักภาวนาที่ป่าช้า ใกล้กับอำเภอท่าสองยาง จ.ตาก ป่าช้าแห่งนี้อยู่บนเนินเขา มีทั้งหลุมฝังศพของชาวคริสต์ และเตาเผาศพของชาวพุทธ ขณะที่คณะพวกเราไปถึง หลวงพ่อบอกว่า เทวดาเขามาคอยต้อนรับ พร้อมกับมีกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นกำยานฟุ้งไปทั่วบริเวณฝั่งป่าช้าชาวคริสต์ แต่อีกฝั่งที่รอบบริเวณเตาเผาศพชาวพุทธที่อยู่ติดกัน กลับมีกลิ่นเหม็นของซากศพอย่างรุนแรง เมื่อหลวงพ่อพูดจบลง ทุกคนต่างก็ได้รับรู้กลิ่นเหม็นและกลิ่นหอมเช่นกัน

หลวงพ่อจึงแสดงธรรมต่อคณะผู้ติดตามว่า... "เขามาแสดงอาการของกลิ่นเหม็นกับกลิ่นหอมให้พิจารณาว่า พวกท่านจะเลือกไปพักอยู่ฝั่งใด คนส่วนใหญ่ผู้มีกิเลสจะเลือกไปฝั่งหอมทั้งนั้น แต่ผู้เพียรละกิเลสจะเลือกมาพิจารณากลิ่นเหม็น แล้วพวกท่านจะเลือกเอาแบบใด" ... เมื่อหลวงพ่อแสดงธรรมจบลง ทั้งกลิ่นเหม็นและกลิ่นหอมก็หายไปในบัดดล จึงเป็นที่อัศจรรย์อย่างไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่กาลก่อน

หลวงพ่อแสดงธรรมต่อไปว่า คนเราติดแต่หอม แม้ร่างกายเราจะเหม็นสักเพียงใด แต่ใจก็ยังชอบยังหอมในกลิ่นเหม็นอยู่ ให้ลองไปนั่งดูคนที่กำหลังนอนหลับ พิจารณาดูก็ไม่ต่างอะไรกับซากศพ จิตใจเรามาหลงใหลสังขาร เพราะพอใจยินดีในสังขารมาเป็นเอนกชาติ ให้ดูกระดูกที่เขาเผาในเตาเผาดูสิ (กระดูกยังเหลืออยู่ในเตาเผา) แล้วเปรียบเทียบกับกระดูกของเรา ดูซิว่า มันเหมือนกันไหม ให้พิจารณาซากศพ ตายแล้วมันก็ขึ้นอืด และแปรสภาพไปจนสลาย ใจมันจะได้ไม่ส่งออกไปนอก จิตมันจะเกิดสังเวชจึงจะสงบลงได้



🌸 วิญญาณแม่เฒ่า 🌸

คืนวันที่ ธันวาคม 2559 ที่ป่าช้าอำเภอท่าสองยาง มีวิญญาณแม่เฒ่าดวงหนึ่ง ที่พึ่งเผาไปไม่นาน กระดูกก็ยังเห็นอยู่ในเตาเผา ได้เข้ามาขอความเมตตาจากหลวงพ่อ หลวงพ่อถามเธอไปว่า "ทำไมยังไม่ไปไหน" เธอตอบว่า "ไม่มีบุญเจ้าคะ" หลวงพ่อรู้ว่า แม่เฒ่ารายนี้เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ เธอนับถือทั้งผีสางเทวดาและพุทธ หลวงพ่อจึงแสดงธรรมให้เธอรู้ว่า การนับถือสิ่งใดจึงจะได้บุญ พร้อมกับบอกให้เธอลองนึกถึงบุญจากการบูชาผีสางเทวดา แล้วอธิษฐานดูสิ เมื่อเธออธิษฐานเสร็จปรากฏว่า ไม่มีบุญเกิดขึ้นแม้แต่น้อย หลวงพ่อจึงบอกให้เธอลองนึกถึงบุญที่เคยใส่บาตรและทำทานกับพระสงฆ์ดู เมื่อเธอระลึกถึงบุญที่เคยทำพร้อมกับอธิษฐาน ปรากฏว่า ผลบุญได้บังเกิดขึ้นสว่างไสวในดวงจิตของเธอ หลวงพ่อจึงบอกว่า "เราจะอุทิศบุญให้ ขอให้ตั้งใจอธิษฐานจิตเอาจากบุญของตนเองนะ จะได้ไปเกิดในภพภูมิใหม่"

พอตอนเช้า หลวงพ่อเล่าว่า แม่เฒ่าจะไปเกิดใหม่ในครอบครัวลูกหลานของตนเองต่อไป แม้เธอจะเป็นผู้นับถือปะเพณีการบูชาผีสางเทวดา แต่ด้วยอานิสงส์ส่วนหนึ่งที่ได้นับถือพระพุทธศาสนา กอปรกับเคยทำบุญใส่บาตรพระ จึงมีบุญพอที่จะไปเกิดเป็นมนุษย์ได้อีก อันนี้ จึงเป็นคติธรรมสอนใจชาวพุทธเป็นอย่างดีว่า การนับถือและทำในสิ่งใด จึงจะบังเกิดเป็นผลบุญ และไม่เกิดผลบุญ





🌸 ฤาษี 500 ปี 🌸
หลวงพ่อเล่าว่า ขณะที่คณะพวกเราภาวนาอยู่ที่ป่าช้า ใกล้อำเภอท่าสองยาง จ.ตาก มีฤาษีตนหนึ่งเข้ามากราบสนทนาธรรมกับหลวงพ่อ หลวงพ่อถามฤาษีว่า "ท่านมาจากไหน ท่านมาหาเรา ท่านรู้ได้อย่างไร?"

ฤาษีบอกว่า "ข้าพเจ้าเห็นแสงสว่างไสวไปทั่ว จึงมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น จึงรู้ว่า ที่แท้แสงสว่างไสวจากคณะปฏิบัติของท่าน พวกวิญญาณที่อยู่แถบนี้ จึงโชคดีที่คณะของท่านมาปฏิบัติอยู่ที่นี่ ส่วนข้าพเจ้าเกิดอยู่ในถิ่นนี้ บำเพ็ญตนเป็นฤาษี และอาศัยอยู่บนเขาข้างหลังนี้ นับได้ 500 ปี และนอกจากข้าพเจ้าแล้ว ยังมีฤาษีอาศัยอยู่แถบนี้อีกจำนวนมาก"

หลวงพ่อถามฤาษีต่อไปว่า "แล้วท่านยังไม่อยากไปเกิดสร้างบารมีเพื่อความพ้นทุกข์หรือ?" 
ฤาษีตอบว่า "ข้าพเจ้าคิดและแสวงหาอยู่แต่ยังไม่พบทาง ขอให้ครูอาจารย์ได้โปรดแนะนำข้าพเจ้าด้วยเถิด"

หลวงพ่อถามฤาษีว่า "ทำไมท่านจึงผอมเห็นแต่หนังหุ้มกระดูก?"

ฤาษีตอบว่า "ข้าพเจ้าเพียรภาวนาด้วยการทรมานกายอย่างหนัก"

หลวงพ่อจึงแสดงธรรมว่า "นี่ท่านเดินไม่ถูกทางนะ เห็นไหม พระพุทธเจ้าท่านสั่งสอนว่า นักภาวนามิควรเกี่ยวข้องกับสองสิ่งคือ 1) การหมกมุ่นในกาม 2) การทรมานตน เพราะมิใช่หนทางหลุดพ้น"

ฤาษียอมรับว่า "ข้อ เรื่องกามนั้นข้าพเจ้ามิได้ยุ่งเกี่ยวเลย ส่วนข้อ นั้น ข้าพเจ้ายอมรับว่า ได้ฝึกทรมานตนอย่างหนัก เพราะกิเลสอยากได้ฤทธิ์อภิญญา"

หลวงพ่อแสดงธรรมต่อไปว่า "เห็นไหม แม้ท่านจะมีฤทธิ์มากแค่ไหน สุดท้ายท่านก็ตายอยู่ดี การทรมานตน แม้จะได้ฤทธิ์อภิญญามาก แต่กิเลสก็ยังไม่ตาย แต่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบทางสายกลาง และทรงใช้สติใช้ปัญญาจึงสามารถตัดกิเลสได้"

ฤาษีน้อมรับว่า "ข้าพเจ้าเข้าใจในทางที่จะเดินเพื่อความพ้นทุกข์แล้ว จึงขอกราบอนุโมทนา สาธุ"




🌸 เผชิญกับพญามัจจุราช 🌸
หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร

ท่านทั้งหลาย เมื่อค่ำคืนของวันที่ ธันวาคม 2559 ขณะที่หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร และชาวคณะวัดโคกปราสาท พักภาวนาอยู่ที่อุทยานแห่งชาติออบหลวง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ หลวงพ่อมีอาการอาพาธด้วยโรคลมในท้อง และหมดเรี่ยวแรงเอาดื้อๆ ลูกศิษย์ได้ช่วยกันบีบนวดจนอาการดีขึ้น แม้จะยังอ่อนล้าเหนื่อยหอบอยู่ แต่หลวงพ่อก็อดทนพาคณะศิษย์สวดมนต์และนั่งภาวนาตามภารกิจ เมื่อท่านเข้าเต็นท์แล้ว อาการโรคลมในท้องยิ่งกำเริบหนัก เรี่ยวแรงหมดไป แต่ท่านก็ไม่เรียกหาใคร ธาตุขันธ์ก็แปรปรวน จนถึงขั้นพญามัจจุราชมาคอยเอาธาตุขันธ์คืน พญามัจจุราชบอกหลวงพ่อว่า "ถึงเวลาละสังขารแล้ว"

แต่หลวงพ่อพิจารณาแล้ว จึงบอกกับพญามัจจุราชว่า "ท่านพญามัจจุราช เราไม่กลัวหรอกความตาย แต่เราขอถามท่านหน่อยว่า ระหว่าง "กิเลส" กับ "ธรรม" อันไหนมีประโยชน์มากกว่ากัน?"

พญามัจจุราชตอบว่า "ธรรมมีประโยชน์มากกว่า"

หลวงพ่อจึงบอกพญามัจจุราชว่า "งั้นเราจะยังไม่ละธาตุขันธ์ตอนนี้ เพราะเราได้พิจารณาแล้วว่า เราจะยังประโยชน์แก่ชาวโลก ที่ยังรอความช่วยเหลือจากเราอยู่อีกมาก เมื่อถึงเวลาสมควรแล้ว เราจะละสังขารเอง ดังนั้น ท่านจงถอยออกไป"

หลังจากนั้น หลวงพ่อได้ใช้อิทธิบาทสี่ และพิจารณาธรรมต่อสู้กับพยาธิร้าย จนพญามัจจุราชยอมถอยออกไป พอพญามัจจุราชถอยออกไปแล้ว เวทนาก็เข้ามาแทนที่ ทั้งความหนาวเหน็บอันมีผลมาจากอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว กอปรกับอาการปวดเมื่อยร่างกาย จากการนั่งรถขึ้นลงเขาตลอดเส้นทางหลายวัน จึงทำให้เกิดเวทนาสุดๆ จึงต้องต่อสู้กับเวทนาด้วยการพิจารณาธรรมต่อจนถึงรุ่งเช้า เป็นอันว่า ค่ำคืนนี้ หลวงพ่อจึงไม่มีเวลาที่จะสนทนาธรรมกับชาวโลกทิพย์ และโลกวิญญาณแต่อย่างใด

หลวงพ่อเล่าไป ดูกายก็เหนื่อย ลมหายใจก็หอบ แต่ใจของท่านไม่สะทกสะท้านในความทุกข์ที่พึ่งผ่านมา ในตอนท้าย หลวงพ่อพูดกับบุรุษผู้เป็นศิษย์ว่า... "การเป็นผู้นำคน ต้องฝึกตนให้ได้ทุกอย่าง ทนและรับได้ต่อทุกสิ่ง สติปัญญาต้องรอบด้าน มีความเมตตา และเห็นประโยชน์แก่ส่วนรวม แม้จะทรมานกายเพียงใด ก็ไม่แสดงอาการให้ใครเห็น เพื่อไม่ให้หมู่คณะระส่ำระสาย จึงจะเป็นผู้นำคนได้"

ท้ายสุด ท่านเมตตาจ้องหน้าลูกศิษย์ พร้อมเอ่ยขึ้นว่า ...*ฝึกเอาให้ได้เด้อ...* จะได้เป็นผู้นำคนต่อไป".... จึงนับเป็นความเมตตาอันสูงสุด ที่ท่านได้สั่งสอนลูกศิษย์ ด้วยการปฏิบัติให้ดูเป็นแบบอย่าง



🌸 พญานาคแห่งออบหลวง 🌸

อุบาสิกาแห่งวัดโคกปราสาทท่านหนึ่ง ได้เล่าให้ฟังว่า ขณะที่หลวงพ่อแสดงธรรมในช่วงหัวค่ำ ได้มีพญานาคตนหนึ่งเข้ามากราบฟังธรรมหลวงพ่อด้วย พญานาคตนนี้ อาศัยอยู่ตรงบริเวณวังน้ำไหลผ่านช่องแท่งหินผา ที่เรียกว่า "ออบหลวง" ซึ่งเป็นวังพญานาคซ้อนภพภูมิกันอยู่ตรงนั้น




🌸 นิมิตปริศนาธรรม 🌸

ก่อนที่ชาวคณะวัดโคกปราสาท จะได้เดินทางมาออบหลวงแห่งนี้ มีนักภาวนาท่านหนึ่ง ได้นิมิตล่วงหน้าเป็นปริศนาธรรมว่า ณ สถานที่แห่งนี้ เป็นสถานที่ที่อธิษฐานบารมี เพื่อมรรคผลนิพพาน ซึ่งอยู่ตรงบริเวณลำธารเบื้องหน้าแท่งหินผาช่องน้ำผ่าน เมื่อมาถึงแล้ว ท่านเกิดปีติยินดี ...* พลันจิตแน่วแน่มั่นคงอธิษฐาน น้อมกายดิ่งลงใต้ผิวน้ำ ขอภพนี้จงบังเกิดมรรคผลนิพพาน พลันคำอธิษฐานผุดขึ้นเป็นสายน้ำพุ่งลำขึ้น แล้วไหลทวนขึ้นเบื้องบนเป็นลำเป็นช่อ พร้อมกับบานออก แล้วแตกระเบิดออกไปสว่างไสว จึงเป็นปริศนาธรรมให้พิจารณาต่อไป * ...

เมื่อมาถึงออบหลวงอันเป็นสถานที่จริงแล้ว สถานที่ก็ตรงกับนิมิตทุกประการ พอออกจากสมาธิในช่วงหัวค่ำ หลวงพ่อได้แนะนำให้นักภาวนาผู้นี้ ไปภาวนาอยู่บริเวณช่องแท่นหินน้ำไหลผ่าน เพื่อจะได้แผ่เมตตาแก่วิญญาณที่อยู่ตรงนั้น เสมือนเป็นการบังเอิญ ท่านจึงมีโอกาสได้อธิษฐานตามนิมิตนั้นอีกครั้ง ส่วนความจริงแท้ จะเกิดขึ้นจริงดังในนิมิตหรือไม่ อันนี้ไม่ทราบได้ แต่ที่พอทราบได้ ในระหว่างนั่งภาวนา จิตท่านสัมผัสได้ว่า มีผู้ไม่มีตัวตนกำลังกราบไหว้อยู่ อันนี้ เป็นปัจจัตตังเฉพาะตนของท่าน ผู้เขียนเพียงแต่นำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเป็นกำลังใจแก่นักภาวนา และเพื่อความเพลิดเพลินใจเท่านั้น

หมายเหตุ... หัวหน้าอุทยานแห่งชาติออบหลวง ได้เล่าให้ฟังว่า บริเวณโดยรอบอุทยานแห่งนี้ เป็นอาณาเขตเมืองโบราณของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 28,000 ปี โดยมีภาพเขียนโบราณและหลุมฝังศพโบราณปรากฏอยู่ ปัจจุบัน ทางอุทยานได้จัดบริเวณทางเดินโดยรอบ เพื่อความสะดวกต่อการทัศนศึกษา และท้ายสุดนี้ ผู้เขียนในนามตัวแทนวัดโคกปราสาท ขอขอบคุณและอนุโมทนากับคณะเจ้าหน้าที่อุทยาน ที่คอยอำนวยความสะดวกในการมาพักภาวนาในครั้งนี้ ทุกประการ





🌸 วิญญาณผีก๋องก๋อย 🌸

คืนวันที่ 10 ธันวาคม 2559 หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร และคณะวัดโคกปราสาท ได้ไต่ยอดดอยด้วยความยากลำบาก เพื่อไปพักภาวนาที่สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง ตามพระราชดำริ ดอยแบแล อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ตามคำนิมนต์ของอาจารย์วาสนา (มหาวิทยาลัยแม่โจ้) ณ บนยอดดอยแบแลอันสูงลิ่วในค่ำคืนนี้ อากาศหนาวเหน็บ อุณหภูมิแตะที่ 12 องศาเซลเซียส ชาวคณะจึงได้มีโอกาสทำความเพียรภาวนา และแผ่เมตตาแก่สรรพวิญญาณ ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งคืน

หลวงพ่อเล่าว่า มีวิญญาณของผีกองกอย(สำเนียงอีสาน) หรือที่รู้จักกันดีในนาม "ผีก๋องก๋อย" มาขอส่วนบุญจำนวนหนึ่ง

หลวงพ่อเล่าต่อ พอสรุปได้ว่า ชนเผ่าพันธุ์ก๋องก๋อยเมื่อมีชีวิตอยู่ มีรูปร่างหน้าตาลักษณะคล้ายคนครึ่งสัตว์ จะว่าเป็นคนก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นสัตว์ก็ไม่เชิง แม้จะมีรูปร่างขนาดเล็ก แต่ก็มีพละกำลังมาก ชอบออกหากินในยามค่ำคืน โดยการจับสัตว์เล็กสัตว์น้อยตามลำห้วยกินเป็นอาหาร และอาศัยอยู่ในป่าลึกที่ผู้คนเข้าไม่ถึง เสมือนเป็นสิ่งลึกลับ ผู้คนจึงเรียกว่า "ผีก๋องก๋อย"

ส่วนชื่อของอำเภอ "อมก๋อย" ผู้เขียนไม่แน่ใจว่า ตั้งตามนามผีก๋องก๋อยหรือไม่ แต่ที่ทราบตามครูอาจารย์ก็คือ ในเขตอำเภออมก๋อยนี้ มีชนเผ่าผีก๋องก๋อยอาศัยอยู่จริง และจากการศึกษาประวัติครูอาจารย์บางองค์ พบว่า ได้เคยเผชิญกับผีก๋องก๋อยมาแล้วหลายองค์ แต่ในปัจจุบัน ณ พื้นที่ของ อ.อมก๋อย ไม่ปรากฏมีชนผีก๋องก๋อยอาศัยอยู่แล้ว คงเหลือแต่วิญญาณที่ไม่มีที่จะไป เหมือนกับสรรพวิญญาณผู้ไม่มีบุญทั้งหลาย ก็ได้แต่รอผู้มีบุญมาโปรด จึงจะได้ไปเกิดในภพภูมิใหม่

อย่างไรก็ตาม อุบาสิกาแห่งวัดโคกปราสาทท่านหนึ่ง นอกจากจะเห็นพรหมเทวดามีมากในภพภูมิแห่งนี้แล้ว ท่านยังระลึกย้อนหลังได้ว่า เมื่อพันกว่าปี ท่านเคยเกิดเคยตายสร้างบารมีอยู่ในดินแดนแถบนี้ และเมื่อครั้งกระโน้น มีบ้านเมืองเจริญพอควร ซึ่งในปัจจุบันก็ยังเห็นซากวัดโบราณอายุมากกว่าพันปีหลงเหลืออยู่ นอกจากนั้น บางท่านก็นิมิตรู้เห็นล่วงหน้าว่า เคยผูกพันกับสถานที่แห่งนี้ จึงได้กลับมายังสถานที่แห่งนี้อีก จึงได้พากันแผ่เมตตาไปตามกำลังบุญบารมีของแต่ละคน

หมายเหตุ... ขณะที่คณะพักภาวนาอยู่ที่อุทยานออบหลวง หลวงพ่อพูดกับทุกคนว่า ใครอยากจะไปดูผีก๋องก๋อยกับหลวงพ่อ ขอให้ทำสมาธิจนจิตสงบสักสิบนาที หลวงพ่อจะพาไปดู แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถทำได้ กอปรกับหลวงพ่ออาพาธ จึงไม่มีผู้ใดรู้เห็นชาวก๋องก๋อยได้





🌸 เสียงความคิด...ที่แม่โจ้ 🌸

ท่านทั้งหลาย เมื่อคืนวันที่ 11 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา หลวงพ่อและคณะลูกศิษย์วัดโคกปราสาท ได้พักภาวนาและแผ่เมตตา ณ สวนป่าในเขตมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ตามคำนิมนต์ของอาจารย์วาสนา ค่ำคืนนี้ หลายคนต่างภาวนา มีสมาธิสงบ สว่างไสวเป็นพิเศษ และเกิดอัศจรรย์เฉพาะตนหลายอย่าง แม้จนกระทั่งการภาวนาในช่วงตีสี่ ล่วงเลยจนถึงช่วงใกล้สว่าง ก็ยังสงบสว่างดีอย่างต่อเนื่อง นั่นอาจเป็นเพราะภพภูมิที่นี่ดีอีกแห่งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หลังจากทุกคนได้ออกจากสมาธิเวลาประมาณ 05.30 น. แล้ว ขณะที่ทุกคนกำลังสาละวนช่วยกันหุงข้าวและทำอาหารอยู่นั้น หลวงพ่อและบุรุษผู้หนึ่ง ยังคงนั่งทำสมาธิอยู่อย่างต่อเนื่องไปจนถึงหกโมงเช้า พอออกจากสมาธิแล้ว บุรุษผู้เป็นศิษย์ ได้เข้าไปกราบรายงานหลวงพ่อว่า... "รู้สึกว่าภูมิที่นี่ดีมาก การภาวนาก็ดีข้าน้อย"... หลวงพ่อพยักหน้าพร้อมกับพูดว่า... "อือ หลวงพ่อก็ภาวนาดี หากที่ไหนภูมิดี การภาวนาก็จะดีด้วย" ...

หลังจากนั้น หลวงพ่อได้เล่าเรื่องราวบุญ และความอัศจรรย์ที่ได้รับรู้ในขณะภาวนาให้ฟัง พอสรุปได้ว่า

...* ทุกคนที่มากับหลวงพ่อในคราวนี้ นอกจากจะได้อานิสงส์จากการเพียรภาวนามากแล้ว ยังจะได้รับอานิสงส์มากมาย จากความตั้งใจพากันทำอาหารถวายพระและหมู่คณะ รวมทั้งผู้ที่บริจาคเงินปัจจัยและสิ่งของมา ก็จะได้รับอานิสงส์มากเช่นกัน *...

หลวงพ่อยิ้มไป เล่าต่อไปว่า บางคนตั้งใจทำอาหารมาก ทำไปก็คิดในใจไปว่า ..."อาหารของเราต้องปราณีต ต้องอร่อยมากกว่าใครๆ แน่ๆ"... บางคนก็คิดวิธีการที่จะทำให้อาหารอร่อย บางคนก็คิดเรื่องจะได้บุญกุศลจากการทำอาหารนี้ ต่างคนต่างคิด เสียงเซ็งแซ่ดังก้องเข้ามาที่ใจ ทั้งเสียงความคิด และเสียงพูดคุย ตะเบงเซ็งแซ่เข้ามา หลวงพ่อเล่าไป ขำไปว่า ..."เออ..ท่านทั้งหลาย มีความตั้งใจในการทำอาหารกันมาก จึงมีความเพลิดเพลินในบุญกัน มีความสุขในบุญ ตั้งใจในบุญ เมื่อบุญกุศลบังเกิดขึ้น ก็มีความสุขกัน หลวงพ่อก็ขออนุโมทนาในบุญของท่านทั้งหลายทุกประการ"...

ขณะเดียวกัน ขณะที่หลวงพ่อได้พิจารณาธรรมอยู่นั้น บุรุษผู้เป็นศิษย์ เมื่อสมาธิสว่างไสว ใจก็ได้ระลึกถึงคุณของพ่อแม่ครูอาจารย์ แม้ท่านจะเจ็บป่วยทรมานกาย จนแทบเอาชีวิตไม่รอดสักเพียงใด แต่ท่านก็เมตตาพามาถึงสถานที่แห่งนี้จนได้ จึงได้อธิษฐานปฏิบัติบูชาธาตุขันธ์ของท่าน นอกจากนั้น ได้พิจารณาทบทวนถึงความดีของหมู่คณะ ตลอดจนผู้นิมนต์ ผู้ติดตามมาปฏิบัติธรรม ผู้เสียสละและขับยานพาหนะ ผู้ทำอาหาร ผู้ถวายปัจจัย อาหาร และสิ่งของ ผู้อนุโมทนารับรู้ ตลอดจนพรหมเทวดาที่คอยดูแลรักษา ในการมาปฏิบัติธรรมสัญจรในวาระนี้ รวมทั้งสรรพวิญญาณทั้ง 31 ภพภูมิ จึงน้อมจิตอธิษฐานบุญบารมีที่ได้สั่งสมมาทั้งหมด อุทิศให้ท่านทั้งหลาย จงได้รับประโยชน์ให้ถึงพร้อมทั้งโลกนี้และโลกหน้า ตามที่ท่านปรารถนาทุกประการเทอญ พลันจิตก็ปีติเบิกบาน แลสว่างไสวในบุญกุศล ที่บังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเป็นที่สุด






🌸 จิตญาณเจ้าเมืองออน 🌸

ท่านทั้งหลาย เมื่อคืนวันที่ 12 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา หลวงพ่อและคณะลูกศิษย์วัดโคกปราสาท ได้รับนิมนต์ให้ไปพักภาวนาและแผ่เมตตา ณ สิปปะฮอทสปริง ต.บ้านสหกรณ์ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ณ สถานที่แห่งนี้ นอกจากจะมีน้ำแร่ผุดไหลออกมาจากบ่อน้ำพุร้อนแล้ว บริเวณโดยรวมก็ดูสงบร่มรื่นดีมาก จึงเหมาะสำหรับการพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ ขณะเดียวกัน ภูมิประเทศทั้งหมดก็คล้ายกับเป็นที่ตั้งของเมืองเก่าโบราณ ซึ่งมีบรรยากาศที่น่าเกรงขาม จึงเหมาะต่อการเจริญภาวนากัมมัฏฐานอีกแห่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ณ สถานที่แห่งนี้ มีนิทานธรรมเสมือนจริง สมมุติปรากฏขึ้นหลายเรื่อง อาทิเช่น

การมาพักภาวนาในสถานที่แห่งนี้ ก็นับมีความอัศจรรย์หลายอย่างเกิดขึ้นกับนักภาวนา อาทิเช่น อุบาสิกาแห่งวัดโคกปราสาทท่านหนึ่ง ได้กราบเรียนหลวงพ่อว่า มีเจ้าเมืองโบราณที่ตั้งอยู่ในสถานที่แห่งนี้ มาปรากฏกายให้เห็น ท่านมีรูปร่างสูงใหญ่ผิวเข้ม หน้าตาน่าเกรงขาม เจ้าเมืองได้เข้ามาบอกว่า อุบาสิกาและปลัดอำเภอหญิงท่านหนึ่งที่ไปด้วยกัน เป็นธิดาของท่าน ชื่อว่า "เวียงฟ้า" กับ "ม่านแก้ว" ฝ่ายอุบาสิกาทราบว่า วิญญาณเจ้าเมืองยังหลงติดในภพภูมิ ยังหลงใหลในสิ่งที่เป็นอยู่ด้วยอวิชชาครอบงำ อุบาสิกาจึงขอโอกาสกราบเรียนให้หลวงพ่อ ได้ช่วยโปรดวิญญาณดวงนี้ด้วยเถิด

หลวงพ่อจึงเทศน์โปรด ทั้งคน ทั้งวิญญาณ และเทวดาไปพร้อมๆกัน พอสรุปใจความสั้นๆได้ว่า ...* ระหว่างสถานที่ กับวิญญาณหรือเจ้าของสถานที่แห่งนี้ อะไรเกิดก่อนกัน มิใช่แผ่นดินนี้ดอกหรือที่เกิดก่อน แล้วจะยังหลงใหลในภพภูมิและสถานที่อยู่ทำไม ตายไปแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้ หากยังหลงใหลละวางไม่ได้ ก็ต้องมาหวงมาเฝ้าอยู่ จึงไม่ได้ไปผุดไปเกิด *...

อย่างไรก็ตาม ในตอนเช้า หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า... * คุณแม่ผู้เป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้ เคยเกิดเคยตายบนสถานที่แห่งนี้มาแล้ว เมื่อครั้งสามพันกว่าปี และเมื่อพันกว่าปี มาในชาตินี้ จึงได้กลับมาครอบครองสถานที่นี่อีก หากยังไม่ละวาง ก็จะเวียนมาเกิดมาตายในสถานที่แห่งนี้อีก *...

ส่วนคุณแม่ผู้เป็นเจ้าของสถานที่ ได้กราบเรียนถามหลวงพ่อ ตามที่เธอรับรู้เป็นปัจจัตตังว่า... " เมื่อเวลาเจ้าเมืองพาทหารออกไปรบทำสงคราม เมื่อบาดเจ็บก็จะกลับมารักษาแผล ด้วยการมาอาบแช่น้ำแร่ที่บ่อแห่งนี้ทุกครั้งไป "...

หลวงพ่อจึงว่า... " คนเรามันยังยึดติด แม้จะตายไปแล้ว วิญญาณก็ยังออกไปรบรากันอยู่ เสมือนกันกับตอนที่เป็นมนุษย์ เพราะมันตายแต่ร่างกาย แต่ใจดวงเดิมมันไม่ตาย เมื่อกิเลสอวิชชาครอบงำ มันก็ยังหลงใหลอยู่ "...








🌸 พญานาคแห่งถ้ำเมืองออน 🌸

ในค่ำคืนนี้ นอกจากจะมีญาติธรรมชาวแม่ออน ได้มาร่วมฟังธรรมหลวงพ่อแล้ว ยังมีแขกต่างถิ่นที่มาพักอยู่ในสิปปะฮอทสปริงหลายท่าน มาขอกราบฟังธรรมด้วย และหนึ่งในนั้น มีเด็กชายวัย 3-4 ขวบ มานั่งฟังด้วยความตั้งใจ เด็กน้อยมีหน้าตาผิวพรรณดี บุคลิกเรียบร้อย และนอบน้อมในธรรม หลวงพ่อสังเกตเห็น จึงเอ่ยออกไปว่า ...

..." เด็กคนนี้ เป็นบุตรพญานาคแห่งถ้ำเมืองออน ขอมาเกิดสร้างบารมี เนื่องจากเคยมีพระกัมมัฏฐานหลายองค์ เคยไปปฏิบัติธรรมอยู่ในถ้ำแห่งนั้น จึงมีจิตใจเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา เมื่อมาเกิดแล้ว ใจดวงนี้ก็ยังไม่ลืม เมื่อมีโอกาสจึงสนใจและนอบน้อมในธรรม อีกทั้งบุญบารมีมาก จึงได้พาพ่อแม่และญาติพี่น้องมาร่วมกราบฟังธรรมด้วย "...

หลวงพ่อถามเด็กน้อยว่า ..." เห็นพญานาคไหม? "
เด็กน้อยพยักหน้าตอบว่า ..." เห็นตัวใหญ่มาก "
มารดาเด็กเสริมว่า... " เห็นสีเขียวในถ้ำเจ้าคะ "
หลวงพ่อถามเด็กว่า ..." อยากกลับไปไหม? "
เด็กน้อยพยักหน้า
หลวงพ่อจึงเอ่ยว่า ..." อย่ากลับไปเลย เป็นพญานาค เป็นสัตว์เดรัชฉาน ไม่สามารถบวชสร้างบารมีได้ เป็นมนุษย์นับว่าประเสริฐที่สุด เขาให้เราขึ้นมาเกิดสร้างบารมีแล้ว ก็อย่าให้พวกเขาผิดหวังนะ จงสร้างบุญบารมีให้มากๆ จะได้กลับไปช่วยพวกเขาได้ "...

สุดท้ายหลวงพ่อเอ่ยชวนเด็กน้อยไปว่า ..." ไปอยู่กับหลวงปู่ไหม? "...
เด็กน้อยตอบตามประสา ด้วยการส่ายหน้าว่า... "ไม่ไปครับ"
มารดาเด็กเสริมว่า ... " มีพระหลวงปู่หลายองค์ชวนไปอยู่ด้วยเจ้าคะ "

พอตอนเช้า หลวงพ่อเล่าว่า มีพญานาคตนหนึ่ง ได้เข้ามากราบฟังธรรม และขอนิมนต์หลวงพ่อและชาวคณะ ไปเยี่ยมเยียนที่ถ้ำเมืองออน พอตอนสาย ชาวคณะจึงได้ไปเยือนถ้ำเมืองออนตามคำนิมนต์






🌸 วาทะธรรมของหลวงพ่อ 🌸
แสดงแก่ญาติธรรมชาวแม่ออน
ณ สิปปะฮอทสปริง แม่ออน เชียงใหม่

 1. พระพุทธเจ้าไม่มีพิธี แต่ทุกวันนี้มีแต่พิธี
หลวงพ่อจึงขอถามท่านทั้งหลายว่า...
...ศาสนาเป็นพิธี หรือพิธีเป็นศาสนา หรืออย่างไร...?

 2. การสร้างพระพุทธรูปก็ดีอยู่หรอก แต่ก็เป็นเพียงวัตถุที่เสื่อมสลาย
แต่การสร้าง "พระ" ให้บังเกิดขึ้นที่ใจ จึงจะสามารถไปนิพพานได้
ขอให้ท่านทั้งหลาย จงพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลเอาเองเถิด

อนึ่ง... ผู้เขียนในนามตัวแทนชาวคณะวัดโคกปราสาท ขออนุโมทนาทั้งคุณแม่และบุตรสาว ผู้เป็นเจ้าของสิปปะฮอทสปริง รวมถึงคณะญาติธรรมที่เดินทางมาจากอำเภอตะพานหิน พิจิตร ที่คอยต้อนรับและดูแลเรื่องที่พักและอาหารเป็นอย่างดี จึงขออนุโมทนาในมหาทานนี้ ด้วยทุกประการ



🌸 ธรรมปฏิบัติสัญจรเชียงราย 🌸
13-14 ธันวาคม 2559

...✨✨ สติแนบอยู่กับใจ
สติแนบอยู่กับความคิด
นี้คือยอดแห่งธรรม ✨✨...
(หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร)
ธรรมโอวาทแสดงแด่พระคุณเจ้าแห่งวัดถ้ำปุ่ม
เช้า 14 ธันวาคม 2559

🌸 วิญญาณทหารโบราณ 🌸
ณ แม่สาย เชียงราย

ท่านทั้งหลาย เมื่อคืนวันที่ 13 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา หลวงพ่อและคณะลูกศิษย์วัดโคกปราสาท ได้รับนิมนต์จากญาติธรรมชาวอำเภอแม่สาย ให้ไปพักภาวนาและแผ่เมตตา ณ บริเวณใกล้กับถ้ำปุ่ม อ.แม่สาย จ.เชียงราย ที่ถ้ำปุ่มในค่ำคืนนี้ มีบรรยากาศเงียบสงบ ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า มีวิญญาณพากันหลั่งไหลมาขอส่วนบุญกันจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นวิญญาณของทหารที่ตกค้างมานาน ขณะเดียวกัน หลายคนก็สามารถสัมผัสคลื่นสรรพวิญญาณมาขอส่วนบุญมากเช่นกัน พอตอนเช้า ญาติธรรมชาวแม่สายเล่าให้ฟังว่า สถานที่แถบถิ่นนี้ เคยเป็นสนามรบสมัยพระนเรศวร จึงมีทหารล้มตายจำนวนมาก เมื่อทราบแล้ว เป็นอันว่า ชาวคณะต่างก็มีความปีติเบิกบานในบุญกุศล สมกับที่ได้ดั้นด้นมาไกลจนสุดแดนประเทศไทย จึงขออนุโมทนากับคณะเจ้าภาพชาวแม่สาย ที่นิมนต์ และคอยต้อนรับดูแลเรื่องอาหารเป็นอย่างดี






🌸 สุดเขตแดนไทยลาว 🌸
ณ แก่งผาได เวียงแก้ว

ค่ำคืนวันที่ 14 ธันวาคม 2559 คณะชาววัดโคกปราสาท ได้พักภาวนาอยู่ที่บริเวณริมแม่น้ำโขง ช่วงไหลเข้าสู่ประเทศลาว สุดแดนประเทศไทย ตรงแก่งผาได อ.เวียงแก้ว จ.เชียงราย ตรงบริเวณนี้ นอกจากแม่น้ำโขงจะไหลเชี่ยวและมีโขดแก่งหินโผล่มากมายแล้ว บนบกตรงบริเวณพื้นดิน ที่เป็นชายแดนรอยต่อระหว่างสองประเทศ ยังมีกับระเบิดฝังอยู่โดยรอบ พวกเราจึงได้อาศัยกางเต็นท์ภาวนา อยู่ตรงสุดถนนติดริมแม่น้ำโขง บุรุษผู้หนึ่งรู้สึกว่าภพภูมิที่นี่ดี หลวงพ่อบอกว่าให้สังเกตเอา ส่วนอุบาสิกาก็บอกว่ามีพรหมเทวดามามาก บรรยากาศจึงเงียบสงบ ปราศจากสิ่งรบกวน ดังนั้น หลายท่านจึงได้ภาวนากันตลอดทั้งคืน




🌸 เขตแดนข้าใครอย่าแตะ 🌸
พญานาคแม่น้ำโขงไทยลาว

นิทานธรรมเรื่องนี้ สมมุติเกิดขึ้นในช่วงเย็นก่อนสวดมนต์ภาวนา อุบาสิกาท่านหนึ่ง กราบเรียนหลวงพ่อว่า มีพญานาคแม่น้ำโขง ที่อยู่ตรงแก่งผาไดแห่งนี้ แบ่งออกเป็นสองกลุ่มสองฝ่าย คือ ฝ่ายฝั่งลาว กับฝ่ายฝั่งไทย นาคสองแดนไม่ถูกกัน มีความบาดหมางกัน ไม่สามารถข้ามเขตกันได้ อุบาสิกาจึงขอโอกาสให้หลวงพ่อได้เทศนาโปรดพวกนาคด้วยเถิด พอตอนเช้า หลวงพ่อเล่าว่า ท่านได้เทศน์สั่งสอนพวกนาคทั้งสองฝ่าย ให้ดีต่อกัน ให้มีความสามัคคีธรรมกัน

นอกจากนั้น บุรุษผู้หนึ่ง ขณะภาวนาจนจิตสงบ ปรากฏว่า ใจเสมือนรับรู้ว่า มีพญานาคอยู่ใกล้ๆ พลันปัญญาก็ผุดไหลออกมาตามประสาจึงเอ่ยพรรณาไปว่า ...
...* ท่านพญานาคทั้งหลาย ไหนว่าเผ่าวงศ์ของพวกท่าน ได้อธิษฐานขออาสาพระบรมศาสดา มาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลว่า เหล่านาคานาคีทั้งหลาย จะขอปกปักรักษาและดูแลพระพุทธศาสนา ให้ยืนยาวตราบ 5,000 ปี แล้วนี่พวกท่าน ได้ทำตามที่กล่าวอาสามาหรือไม่ การดูแลพระศาสนา มิใช่แต่การดูแลเสนาสนะ พระพุทธรูป และสถูปเจดีย์เท่านั้น เพราะอีกไม่นานวัตถุเหล่านั้นก็จะเสื่อมสลายไป แต่การดูแลหัวใจของพระพุทธศาสนานั้นซิ คือ การรักษาและปฏิบัติตามคำสอนของพระบรมศาสดา จึงจะนับว่าประเสริฐยิ่งกว่า แต่นี่พวกท่านก็ยังทะเลาะและบาดหมางกัน แบ่งฝักแบ่งฝ่าย มีมานะทิฏฐิต่อกัน ทานอภัย ศีล ภาวนา ก็ไม่มีต่อกัน แล้วพวกท่านจะอ้างว่า ได้รักษาพระพุทธศาสนาดั่งที่อาสามาได้อย่างไร เราผู้มีปัญญาน้อย ก็ขอแสดงความในใจได้แต่เพียงเท่านี้ ขอให้ท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงพิจารณาเอาเถิด และท้ายนี้ บุญกุศลทั้งหลายที่เราได้สร้างสมมาทั้งหมด ขออุทิศให้ท่านทั้งหลาย จงมีความเห็นถูก ถูกตามคำสอนของพระบรมศาสดา และจงยังประโยชน์ทั้งโลกนี้แลโลกหน้า ตามที่ท่านปรารถนา ตราบจนกว่าจะถึงที่สุดแห่งพระนิพพาน ทุกท่านเทอญ *...

🌸 ธรรมสังเวช 🌸

ท่านทั้งหลาย ในตอนเช้า ขณะที่พวกเราอยู่ที่ริมแม่น้ำโขงชายแดนสองประเทศแห่งนี้ หลวงพ่อเกิดอาพาธหนักอีกครั้ง ด้วยโรคลมในท้องกำเริบเกือบเท่ากับตอนที่อยู่อุทยานออบหลวง จ.เชียงใหม่ แต่ลูกศิษย์ก็ได้ช่วยกันนวดรักษาท่าน จนอาการดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ลูกศิษย์กำลังนวดตัวหลวงพ่อ บุรุษผู้หนึ่งก็ได้นวดท่านด้วย จึงสังเกตเห็นร่างกายของหลวงพ่อเย็นและแข็งทื่อ เสมือนคนตาย ร่างกายหยุดนิ่งเสมือนหลวงพ่อแยกจิตออกไปจากกาย จิตเกิดสังเวช จึงพิจารณาธรรมไปว่า ...

...* โอ้ร่างกายคนเรา แม้จะเป็นพระอรหันต์หรือบุคคลธรรมดา พระราชาหรือยาจก แม้แต่ตัวเรา ก็ล้วนไม่ต่างกัน เวลาจะตาย ลมไฟก็จะมอดดับ ร่างกายก็แข็งทื่อประดุจดังท่อนไม้ ร่างกายก็ดูซีดเผือดเหมือนกับซากศพ เห็นแล้วมันก็น่าสังเวชนัก แล้วเหตุใดเราจึงยังหลงใหลในร่างกายนี้อยู่ *...

เขาได้พิจารณาต่อไป ในใจก็รู้สึกว่า หลวงพ่อคงได้ยินในความคิดเป็นแน่แท้ เขาจึงรำพึงในใจต่อไปว่า... * หากหลวงพ่อสิ้นไป แล้วพวกผู้ข้า ผู้นั่งตาดำๆทั้งหลายเหล่านี้ จะอยู่กันอย่างไร ธรรมก็ยังมีไม่มากพอ จะเอาตัวรอดกันได้อย่างไร จะแตกกระเซอะกระเซิงกันไปคนละทิศละทางเป็นแน่ ลูกศิษย์จึงขออาราธนาหลวงพ่อ ให้รักษาธาตุขันธ์อยู่ต่อไปสักระยะหนึ่งก่อน พอที่จะมีผู้แบกรับภาระต่อได้ ควรไม่ควรแล้วแต่พ่อแม่ครูอาจารย์จะเมตตาเถิด *...

พอระหว่างถวายจังหัน หลวงพ่อจึงได้เทศน์ขึ้นมาว่า ...* หลวงพ่อยังไม่ตายหรอกตอนนี้ อย่าวิตกไปเลย สงสารแต่พวกท่านตาดำๆทั้งหลายอยู่นี่ ทรมานแค่ไหนก็จะทนเอา หากหลวงพ่อตายตอนนี้ ลูกเต้าทั้งหลายคงจะแตกกระเซอะกระเซิงไปคนละทิศละทาง หลวงพ่อจะอยู่ต่อจนกว่าจะมีผู้รู้เห็นธรรม มีผู้เป็นผู้นำได้สักคน พอที่จะเป็นที่พึ่งของหมู่คณะได้ หลวงพ่อก็พอใจแล้ว ให้รีบทำเอา *...

หลวงพ่อเทศนาต่อไปว่า ...* เวลาที่หลวงพ่อจะตาย ผู้มีปัญญาก็จะนำไปพิจารณาเป็นธรรมะ เวลาคนจะตาย ลมไฟก็จะดับไป ร่างกายก็จะเย็นแข็งทื่อ ร่างกายสังขารจะขยับทำอะไรไม่ได้ แม้จะช่วยเหลือตัวเองก็ทำไม่ได้ เมื่อมันตายแล้ว ก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีก นี่..ให้พิจารณาตรงนี้ ใจมันจะได้เบื่อหน่าย มิใช่นั่งดูอยู่เฉยๆ โดยเปล่าประโยชน์ *...

นี้จึงเป็นความเมตตาอันสูงสุด อีกทั้งคุณธรรมและคุณวิเศษ ก็เป็นเฉพาะตนของพ่อแม่ครูอาจารย์ ซึ่งลูกศิษย์ทั้งหลาย พึงนำเอาปฏิปทาขององค์ท่าน ไปเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติสืบไป



🌸 ธรรมปฏิบัติสัญจร น่าน 🌸
15-16 ธันวาคม 2559

ท่านทั้งหลาย เมื่อคืนวันที่ 15 ธันวาคม 2559 หลวงพ่อและชาวคณะวัดโคกปราสาท ได้พักภาวนาและแผ่เมตตา ณ บริเวณไร่ส้ม ใกล้อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน อ.สองแคว จ.น่าน การภาวนาที่นี่ก็ดี ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นสิบกว่าองศา ค่ำคืนนี้ นอกจากจะมีสรรพวิญญาณมากแล้ว อุบาสิกาท่านหนึ่ง ได้เล่าให้ฟังว่า มีฤาษีตนหนึ่งบำเพ็ญอยู่ในถ้ำบนเขาที่อยู่ใกล้ๆ ฤาษีเข้ามาสนทนาและได้เล่าให้อุบาสิกาฟังว่า ท่านบำเพ็ญอยู่ที่ถ้ำแห่งนี้มานานแล้ว และมีคำภาวนาประจำตัวว่า "อาสวะ" ซึ่งก็ดูแปลกดี

🌸 มรดกธรรม 🌸
ณ ไร่ส้มเขตอุทยานถ้ำสะเกินแห่งนี้ หลวงพ่อได้เทศน์โปรดลูกศิษย์เป็นวาระพิเศษ เสมือนเป็นการกำชับ พอสรุปใจความได้ว่า ...
...* หลวงพ่อก็เปรียบเสมือนเป็นพ่อ ที่สร้างมูลมรดกไว้ให้ลูกๆ อะไรก็สร้างไว้ให้หมดแล้ว มูลมังก็เพรียบพร้อมแล้ว อยู่ที่บรรดาลูกๆ จะรักษามูลมรดกของพ่อไว้ได้หรือไม่ จะสามารถสืบทอดมูลมรดก ที่พ่ออุตส่าห์พรากเพียรทำไว้ให้ได้หรือไม่ ขอให้ลูกๆทั้งหลาย จงเรียนรู้และปฏิบัติเอา รักษาเอา หากวันใดวันหนึ่งพ่อไม่อยู่แล้ว จะได้พึ่งพามูลมรดกนี้ได้ พ่อตายไปแล้วก็หมดหน้าที่ ก็อยู่ที่ผู้จะสืบทอดว่า จะพาหมู่คณะสร้างมูลมรดกนี้ต่อไปได้หรือไม่ ก็ขอให้พิจารณาเอา *...







🌸 คติธรรม 🌸

...* สถานที่ไหนก็ดีทั้งนั้น
แต่ใจเรานั้นดีหรือยัง
ปฏิบัติได้ ละได้หรือยัง *...
(หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร)




🌸 อัศจรรย์ธรรมพิสดาร 🌸
ณ อ่างเก็บน้ำน้ำแหง อ.นาน้อย จ.น่าน
ถอดธรรมโดย มันทนา สิงห์ทอง
16 ธันวาคม 2559

🌸 บุญของทาน... กุศลจากการปฏิบัติ 🌸
และพรหมเทวดาที่อำเภอนาน้อย

เมื่อคืนวันที่ 16 ธันวาคม 2559 หลวงพ่อและชาวคณะวัดโคกปราสาท ได้พักภาวนาและแผ่เมตตา ณ อ่างเก็บน้ำน้ำแหง อ.นาน้อย จ.น่าน การมาพักภาวนาที่นี่เกิดความอัศจรรย์หลายอย่าง อาทิ บุรุษหนึ่งสัมผัสได้ว่า มีคลื่นของชาวโลกทิพย์แผ่ซ่านเข้ามาตลอด ก่อนที่จะเดินทางมาถึง จึงได้บอกหมู่คณะตลอดเส้นทาง ครั้นเมื่อมาถึงแล้ว ได้ปลีกตัวไปภาวนา สมาธิก็สงบสว่างไสว จิตใจก็ปีติเบิกบานในธรรม ขณะเดียวกัน อุบาสิกา(ป้าสม) พึ่งได้เดินทางมาสมทบกับหมู่คณะ ก็เกิดสภาวธรรมอันเป็นปัตจัตตัง ดังจะนำมาเล่าเป็นคติธรรมต่อไปนี้

อุบาสิกา (ป้าสม) : ฉันขออนุญาตหลวงพ่อ ถ้าฉันเว้าหยังบ่ถูก (พูดอะไรไม่ถูก) ให้หลวงพ่อตักเตือนแนะนำฉันได้ ให้ทุกคนพยายามลดสักกายทิฏฐิ ถ้าผู้ใด๋ละได้ไวผู้นั้นจะได้ไว ที่พวกท้าวมหาพรหมเขาสินำรักษา คือคุยกับหลวงพ่อแล้วหละ หลวงพ่อฮู้แล้ว แต่ฉันยังข้องใจที่ว่า คนที่ให้เงินมานี่ พวกเฮาสิเป็นคนกินคนเดินทาง เป็นสะพานบุญมันสิเป็นแสงสว่างให้พวกเฮาเดินทางไปตลอดรอดฝั่ง ถ้าผู้ใด๋เฮ็ดได้(ทำได้) ผู้นั้นสิก้าวขึ้นสูง ถ้าผู้ใด๋เฮ็ดบ่ได้มันสิลบ เลื่อนกลับไปให้คนที่เขาส่งเงินมา คือแสงสว่างสิได้แก่คนที่เขาให้เป็นปัจจัยมา มันสิเป็นการสูญเปล่ามันสิบ่ได้หยังเลย ถ้าเฮ็ดบ่ได้ กลับกลายว่า เป็นคนที่เขาส่งเงินมาน่ะสิได้แทนเฮา ถ้าเฮาเฮ็ดได้สิได้อานิสงส์ทั้ง ฝ่าย คนที่เฮ็ดกะได้คนที่ส่งเงินมากะได้ สิได้เพิ่มเป็นทวีคูณ ที่ติดตามหลวงพ่อสิบ่ได้สูญเปล่า ที่โลกทิพย์มาน่ะเขามาหลายกว่าเฮาร้อยเท่าพันเท่า ที่เขามาโมทนาบุญนำ คอยปกปักรักษาคือเขาต้องการบุญจากพวกเฮา ที่มีร่างกายที่มีกำลังทรัพย์กำลังใจกำลังสังขารที่มา เขาสิคอยติดตามดูแล รักษา คุ้มครองรักษาหลวงพ่อ ที่ฉันเห็นมันถูกต้องบ่อหลวงพ่อ

เขาพยายามผลักดันตั้งแต่มาเลยเด๊ะ ฉันอดทนเอาฝืนเอา ฉันก็อยากพิสูจน์ให้ฮู้ว่า เออ...นี่มันเรื่องจริงบ่ ฉันก็ต้องการฮู้ตัวฉันคือกัน คือว่าใจเฮานี่จิตสัมผัส ใจต่อใจคือฉันนี่ เข้าใจถูกต้องบ่ คือเขาพยายามสิหนุนๆ เขาดูทุกระยะเขาดูทุกฝีก้าว นักภาวนาทั้งหลายนี่ที่ติดตามหลวงพ่อ ไผตั้งใจจริง บ่ตั้งใจจริง ถ้าผู้ใด๋ตั้งใจจริงคือได้เกินร้อยนะ ที่คนเขาส่งเงินมาคือเป็นแสงสว่างให้เฮา ถ้าเฮาเฮ็ดได้เฮาสิหนุนเขาขึ้นสูง มันคล้ายๆ ลูกโซ่นั่นน่ะ มันติดตามกัน แสงสว่างสิติดตามกัน คือดึงกันขึ้นน่ะ แล้วแต่แรงอธิษฐานของคน ถ้าอธิษฐานโภคทรัพย์เขากะสิได้โภคทรัพย์ ถ้าเขาอธิษฐานนิพพานเขากะสิได้นิพพาน เขาสิต้องติดตามบุญของเขา นี่ภพนี้ชาตินี้บ่ได้ มันสิหนุนกันไปแบบนี้ มันพยายามสิดึงกันขึ้น โอ้...ฉันเข้าใจแล้ว พวกเฮาที่เฮ็ดดีแล้ว ที่มาเนี่ย ต้องอธิษฐานบุญภาวนาคือข้ามภพข้ามชาติ บ่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิด ถึงต้องมาเฮ็ดตรงนี้ถึงสิได้ และกะให้พากันพยายามเฮ็ดเอา บ่แม่นว่าสิมาสูญเปล่า นี่แหละพวกโลกทิพย์เขาถึงมาขอร้องหลายๆหละ ที่เขาสนทนากับหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านรู้ผู้เดียว ฉันก็บ่แม่นผู้รู้นะ คือเขาขอร้องให้มาบอก ให้เว้าให้อธิบายให้พวกนักภาวนาทั้งหลายให้เข้าใจ บ่แม่นว่าสิไปเลื่อนๆ ลอยๆ คือหลวงพ่อท่านเทศน์น่ะเข้าใจอยู่ แต่ผู้ที่เข้าบ่ถึงธรรมกะสิบ่เข้าใจ กะสิเท่ากับนั่งฟังเพลง มันต้องเข้าถึงใจหลักการปฏิบัติ บ่แม่นว่าเฮ็ดแล้วสิอยากได้ อยากเห็นนั่นเห็นนี่ มันเป็นกิเลสคือหลวงพ่อสอนน่ะ พยายามเฮ็ดตามที่หลวงพ่อสอนน่ะ มันสิถูกต้องที่สุด คือพวกโลกทิพย์เขาเป็นห่วง แต่มา ณ ที่นี่ (อ่างเก็บน้ำน้ำแหง) โอ้...ดีคักทุกสิ่งทุกอย่าง เขาคอยโมทนาสาธุนำ เขาหนุนนะเขาคอยหนุนเฮาตลอดเลย พยายามอย่าพากันเฮ็ดให้จิตใจเจ้าของตกต่ำ

สักกายทิฏฐิน่ะถ้าผู้ใด๋ทำลายบ่ได้ ผู้นั้นสิบ่ได้ มันสิสูญเปล่า ที่มานี่มาลำบากลำบนกันนะนี่ บ่แม่นมาได้ง่ายๆ บ่แม่นเรื่องสิเฮ็ดกันได้ง่ายๆ แล้วก็ลำบากกันหนานี่ ถึงบอกว่า ขอขมาทุกคนหละ บ่ได้ว่าเจ้าของดีเจ้าของเด่นอีหยังจักอย่างดอก คือเขาขอร้องให้เว้าตรงนี้ ให้อธิบายตรงนี้ คือมันเห็นจั๋งซี่ แต่ละคนสิเป็นสะพานบุญของแต่ละคนมันสิเป็นสาย มันจะมีแสงสว่างกันทุกคนนะ บ่แม่นว่าบ่ได้ ได้กันทุกคน คือมีบางคนสักกายทิฏฐิพยายามทำลายให้ได้ คือระวังมันสิเป็นตัวลบ ถ้าเฮาจิตใจตกต่ำปุ๊บ เฮาสิหมุนไปอยู่ทางหลังเขาพุ่นเด๊ะ มันจะต้องนับ ใหม่ คือมันสิเสียเวลา นี่แหละมันสิเป็นจั๋งซี่ โอ้...เขาเฮ็ดให้เบิ่งคือจั๋งแบบเขาฉายหนังให้เบิ่งนี่แหละ โอ๊ยมันสิเป็นการเสียเวลา อันที่จริงฉันนี่บ่อยากเว้าดอก คือหลวงพ่อท่านเข้าใจแล้ว จั๋งเพิ่นคอยตักเตือน ที่นี่เขาก็บอกว่า ท่านจะต้องอธิบาย ท่านต้องเว้ากับหลวงพ่อ ให้หลวงพ่ออธิบายให้เข้าใจ ห่วงนะพวกโลกทิพย์เขาห่วง คือเขาได้บุญจากพวกเฮาทุกคนเด้ บ่แม่นว่าเขาบ่ได้ ที่เฮามาเฮ็ดเนี่ยเขาได้ทุกคน ที่เฮาอธิษฐานบุญไปเนี่ย กำลังบุญที่เฮาเฮ็ดไปเนี่ย มันสิไปส่งผลให้เขาอีกทีหนึ่ง เขาสิได้จากเฮาอีกทีหนึ่ง มันเป็นกำลังหมู่ ฉันก็บอกบ่ถูกคือกัน คือฉันเห็นแล้วฉันเกิดปลาบปลื้มยินดีอย่างคัก โอ้...มันบ่แม่นบุญที่เฮ็ดกันเล่นๆ ที่เฮ็ดกันได้ง่ายๆ แล้วเฮาจากบ้านมามันแสนสิยาก มันได้ทุกคน แต่พยายามอย่าไปคิดเล็กคิดน้อย มันสิตกต่ำนั่นน่ะ มันสิกลับไปอยู่ทางหลังเขา แล้วคนที่ส่งกำลังบุญมา คนนั้นเขาสิพุ่งขึ้นมาแทนที่เฮา เฮาเป็นผู้นำเฮาต้องออกก่อนเขา เฮ็ดให้มันได้ กำลังกายกำลังทรัพย์เฮามันมาเต็มที่แล้วเด้นิ สังขารร่างกายเฮามา แล้วผู้เพิ่นมีเครื่องยนต์กลไกอีกพาเดินทาง นี่ก็ได้เพิ่มไปอีก ฉันเห็นแหมะ แหม! เกิดปีติยินดีนำอย่างคักเลย เขามาแสดงให้เบิ่ง เป็นพยานให้หลวงพ่อ นี่หละคือเรื่องจริงที่เฮาเฮ็ดได้ ถ้าฉันเข้าใจผิด ก็ให้หลวงพ่อตักเตือน ถ้าฉันเห็นบ่ถูกต้องอันใด๋ก็ตาม

หลวงพ่อ : บ่ผิดดอก ถูกต้องแล้วหละ เฮากะตั้งใจเอานั่นตั๊ว เฮ็ดเอาขยันเอา บอกทุกคนนั่นหละ ความคิดความปรุงแต่ง กิเลสอย่าให้มีในหัวใจ เฮ็ดให้ได้

ป้าสม : แต่ละคนสิเป็นสายธรรม มันสิมีสีนวลไปเลยเด๊ะ บ่แม่นธรรมดานะที่มากันนี่ ได้กันทุกคนนะ แต่เพียงเฮาอย่าไปให้พวกอวิชชามาทำลายจิตใจเฮา มันโหนลงต้องดึงตัวนี่ออกให้ได้ คือต้องวางเบิ๊ด(หมด)นะ ตามที่หลวงพ่อสอน ดีบ่เอา ชั่วบ่เอา เกลียดโมโหบ่เอา วางเบิ๊ดทุกอย่างสิไปได้ดี บ่ต้องยึดเอาถือเอา บ่ต้องตั้งความหวัง แล้วแต่มันสิเป็นไป เฮาเฮ็ดไปเรื่อยๆ มันสิหมุนไปเองมัน โอ้...ฉันเห็นแล้วมันขนาดนี้นะ ท้าวสักกะเทวราชนำคุ้มครองพร้อมทั้งบริวาร บัดที่นี่ โลกทิพย์สินำตลอดเลย สิดูแลรักษาตลอดเลย คือเขาสิต้องการป่าวประกาศว่า หลวงพ่อสิพาพวกญาติธรรม เนื้อนาบุญ สิไปทางใด๋เขาสิติดตาม สิต้องไปช่วยดูแลรักษา ไปสร้างบารมีหม่องฮั่นหม่องนี่(ที่นั่นที่นี่) วิญญาณที่ตกทุกข์ได้ยากอยู่ไส เขาสิไปบอกกันเป็นทางไปเลย นั่นหละถึงบอกว่าโอ้มันเป็นอานิสงส์มหาศาล ฉันเห็น ป๊าดโธ่...แล้วกะไปแต่ละที่แต่ละทางมันกะบ่คือกัน แต่มา ณ ที่นี่เขาบอกว่าช่วยเว้า ช่วยเป็นพยานยืนยันให้หลวงพ่อ ท่านจะได้แสดงธรรมเทศนา พวกมาก็สิบ่ได้เสียเวลา ที่พวกเขาส่งเงินมานี่ บางคนอธิษฐานโภคทรัพย์เด๊ะ ขอให้เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี แต่เขาสิได้ตามที่เขาอธิษฐานนะ แต่พวกเฮานี่สิได้นิพพานเด๊ะ เพราะพวกเฮาบ่หวังโภคทรัพย์ คือเขาเป็นกำลังบุญให้เฮามาแล้ว เฮาหวังนิพพานอยู่ที่เฮาสิตั้งใจเอาเด้บัดนี่ เฮาละวางได้ซำใด๋ โอ้เขาแสดงให้เบิ่งให้เห็นมันน่าภูมิใจแท้ๆ เด้อ บ่ได้มาเสียเวล่ำเวลา

หลวงพ่อ : เขาเรียกว่านาบุญ เป็นนาบุญให้เขา เขาปรารถนาอยากได้หยังกะได้ เฮาเป็นนาบุญหรือยัง ให้ถามเจ้าของ เฮาเป็นนาบุญให้เขาได้บ่ เฮาปฏิบัติให้ได้บุญก็เกิด เขาจะได้โภคทรัพย์ เฮากะได้นิพพาน มรรคผลมันก็เกิด

ป้าสม : แม่นอยู่ มันสิเป็นจั๋งซั่นหละ เป็นมรรคผลนิพพาน สิเกิดแก่คนที่เฮ็ดเด๊ะ ถ้าเฮาเฮ็ดบ่ได้นี่ หรือพวกเฮาคนใดคนหนึ่งจิตตกต่ำ หรือเป็นอีหยังจักอย่างนี่ สักกายทิฏฐิผู้ใด๋ทำลายบ่ได้ เฮาสิหมุนกลับเด๊ะ คนที่ส่งเงินมาให้เฮาเด๊ะ เขาสิยืนอยู่หน้าเฮาแทน เพราะแรงอธิษฐานของเขา เขาอธิษฐานมาดี ถึงเขาบ่ได้มา แต่เขาเป็นกำลังทรัพย์กำลังบุญให้เฮา แต่เฮากะได้คือกันได้ทุกคน บ่แม่นว่าบ่ได้ นี่มันสิเป็นสายไปเลย เป็นทางแสงสว่างไปเลย ติดตามหลวงพ่อไป หลวงพ่อคือเป็นที่ตั้ง แนะนำ อบรม สั่งสอนให้เฮาเฮ็ดให้เฮาทำ เนี่ยมันหาบ่ได้ ถือว่าบุญเฮาหลายแล้วที่มาตรงนี้ คือเฮาอย่าให้เสียเวลา โลกทิพย์เขาเป็นห่วง เขาอยากให้เฮ็ดให้ได้ คือมันสุดยอดแล้วนะ จักสิเอาหยังมาเปรียบให้ฟัง มันเป็นลูกโซ่กันเลยเด๊ะ เป็นบุญ เป็นสะพาน บุญใส ถ้าผู้ใด๋เฮ็ดได้สีขาวใสนวลนะ ผู้ใด๋เฮ็ดบ่ได้นี่ปานใด๋ก็ปานกลาง แต่ก็มีแสงสว่างกันทุกคน มันสว่างน้อยสว่างหลาย แล้วแต่ผู้ใด๋สิเฮ็ดได้ แต่ละคนภูมิธรรมแต่ละคน จนฉันเห็น ป๊าด! เกิดตื้นตันใจแทนผู้เพิ่นมาเฮ็ด สุดยอดเลย

หลวงพ่อ : อย่าพากันย่าน(กลัว)เด้อ เฮ็ดโลด(ทำเลย) เขานำปกปักษ์รักษา เทพเทวดาเขาได้บุญ เฮากะได้บุญนำเฮา เฮาให้หมดหละทุกส่วนทุกที่ที่ไป เขาก็หวังพึ่งเฮา โลกทิพย์ยังอาศัยเฮาอยู่ ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน

ป้าสม : นั่นหละ เขาก็อาศัยร่างมนุษย์สร้างน้ำทำบุญ แต่ระวังผู้กำลังอ่อนมารสิแทรก นั่นหละคนนั้นสิมาก่อกวนหมู่ ถ้าผู้ใด๋อดทนได้ผู้นั้นสิได้อานิสงส์ แต่พยายามอย่าให้มารแทรก ถ้ามารแทรกคนนั้นสิตกต่ำ นี่หละพยายามแท้ๆ มันก็มีธรรมกับอธรรมของคู่กันอยู่แล้ว

หลวงพ่อ : ก็พากันตั้งใจเอาตั๊วบัดนี่เนาะ เฮ็ดเอา หลวงพ่อกะเห็นมาจั๋งซี่หละ บอกจั๋งซี่หละ มันก็เป็นจริงเป็นแบบนี่หละธรรมะ หลวงพ่อก็บอกทุกคนนั่นหละ เฮ็ดเอาให้มีความอดทน อย่าให้เรื่องนั่นเรื่องนี่ อย่าไปคิดใส่กัน เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่าไปคิดแหมะเนาะ อย่านินทากัน เรื่องบ่ดีให้ถิ่มเบิ๊ด(ทิ้งหมด)ยังว่าเนาะ เรื่องบ่ดีให้ถิ่มเบิ๊ดอย่าไปคิดมัน ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซามหลวงพ่อแข็งแรงหลวงพ่อพาไปได้อยู่ จักหน่อยสิไปบ่ได้เด้อ ก็ยังบอกอยู่ สังขารมันอ่อนแอไปเรื่อย ให้ตั้งใจเฮ็ดเอา อย่างที่บอกด้วยความเป็นห่วง จั๋งเทศน์ให้ฟังเมื่อคืนจำได้บ่นี่ ... “พ่อนี่ห่วงลูกซำใด๋ ห่วงลูก สมบัติที่มีให้ลูก ลูกสิรักษาสมบัติได้บ่นี่ สืบแทนพ่อได้เบิ๊ดทุกคนบ่ สิเป็นผู้นำของพี่ของน้องได้บ่ นี่เป็นห่วงหม่องนี่เด๊ะนี่ ที่หลวงพ่อห่วง อย่างน้อยๆ ก็มีผู้สืบแทนตระกูล รักษาสมบัติที่พ่อ-แม่ให้จักคนก็ยังดีเด๊ะนี่ สิได้เบิ่งพี่เบิ่งน้องได้ ห่วงทุกคน บ่ได้ว่าห่วงคนนั้นคนนี่ ห่วงทุกคนนั่นหละ สมบัติที่พ่อมีให้พ่อให้เบิ๊ดทุกคน แต่ลูกสิรักษาได้บ่ แต่ลูกแต่ละคนสามัคคีกันบ่ บัดสิว่ากูได้น้อยมึงได้หลาย อย่าให้มีเด๊ะหม่องนี่ มีเด้ในหมู่คณะ”...

ป้าสม : นั่นหละแม่นแล้ว โลกทิพย์เขาบอกอยู่มี เขาบอกเลยว่ามีในหมู่คณะนี้มี แล้วเขาบ่อยากให้เสียเวลา มาสิบ่ได้หยังติดโตเลย จากที่ มันสินไป นะ ลบไปอยู่ทางหลังเขา โอ้เขาเตือนเขา

หลวงพ่อ : สอนทั้งพระทั้งโยมพุ่นเด๊ะ

ป้าสม : เตือนเบิ๊ดในหมู่คณะ เขาบ่ได้ระบุว่าผู้ใด๋ให้คิดเอา แล้วผู้ใด๋กำลังอ่อนปฏิบัติบ่เข้มแข็ง มารสิแทรกสิกวนหมู่เด๊ะ นั่นหละคนนั้นสิเกิดกรรมหนัก

หลวงพ่อ : พยายามเฮ็ดให้ได้ บ่ตายดอก ทรัพย์เขาก็มีมาให้เรื่อยๆ มีแต่หลวงพ่อนี่แหละ บ่มีแฮงสิพาไป ออกแต่ทีเขาก็คุ้มครองเบิ๊ด ทั้งเทวดาทั้งพรหม เขาก็ได้อานิสงส์นำเฮานำ เขากะดูแลเฮานำ เขากะได้บุญนำ เฮากะแจกบุญแจกทานให้เบิ๊ด ภพใด๋ชาติใด๋แจกให้เบิ๊ด เขาดูแลรักษาเฮา เขากะได้บุญนำเฮาเด้ล่ะ เทพเทวดากะดาย

ป้าสม : อืมแม่นอยู่ เขากะได้อานิสงส์ตรงนี้แหละ เขาก็บอกอยู่ เขาบอกว่า พยายามตักเตือนอย่าให้เขาสูญเปล่า ให้เป็นพยานให้หลวงพ่อแน ให้แนะนำตักเตือนเขา ให้เข้มงวดขึ้น บ่แม่นสิมาเล่นเลื่อนๆ ลอยๆ บางคนนี่สิสูญเปล่านะ เขาบอกเลย เขาพยายามดูแลทุกฝีก้าว เบื้องบน น่ะมา ท้าวสักกะเทวราช ระหว่างท่ามกลางก็หลาย เบื้องล่างก็หลาย โอ้หลายแทบสิบ่มีอากาศหายใจ หลายคักชั้นท่ามกลางนี่ ชั้นล่างสุดก็หลาย เบื้องบนก็ลงเบิ๊ดคุ้มครองรักษา บ่ต้องเป็นห่วง เราสิดูแลรักษา แต่เพียงให้พวกท่านน่ะตั้งใจแน บ่แม่นว่าสิมาเล่นเลื่อนๆ ลอยๆ ขอให้ตั้งใจเฮ็ดเอา โอ้ฉันเห็นที่เขาแสดงให้เห็น ทีแรกบ่อยากบอก ฉันก็เห็นแล้วแต่หัวค่ำแล้ว ตามเหตุตามปัจจัยมัน ฉันก็บ่เชื่อฉันคือกัน ฉันก็พยายามฝืนต่อต้าน เป็นมาตั้งแต่เดินทางตั้งแต่ออกจากบ้าน เออเป็นหยังคือเป็นจั๋งซี่ มันมีผิดสังเกต เขาบอกเขาขอร้องเลยพยายามบอกซะ พวกโลกทิพย์เขาเป็นห่วง กลัวเสียการเสียเวลา อย่าเสียเปรียบพวกที่เขาส่งเงินมา เจ้าของมีสังขารร่างกายมาเฮ็ดเองต้องให้ได้ บ่อยากให้สูญเปล่าจักทาง อยากให้ได้ทุกทาง

หลวงพ่อ : มันกะมีผลอยู่นั่นหละ ผลดี ผลบุญ เฮาบ่ต้องปรารถนาได้เอง ปรารถนาหยังได้เบิ๊ด ถ้าเฮาตั้งใจละกิเลสน่ะ เว้าง่ายๆ เพียรละกิเลส ละให้มันได้ อย่าให้มีในหัวใจ คั่นละได้มันกะซำบายเด้นี่ เบาใจ เบากาย ทีนี้ผลบุญมันก็เกิด มันได้เบิ๊ดทุกแดนโลกธาตุ ผลบุญบ่แม่นของเล่นๆ เป็นอานิสงส์ของบุญ เมื่อเฮ็ดให้ถึงที่สุด มันก็ได้ถึงที่สุด ถึงบอกสังขารเฮามีค่ามากมายมหาศาล ถึงได้ย้ำเรื่องร่างกายสังขารเฮามีค่ามากมายมหาศาล ของสูงเกิดแก่ร่างกาย โอ้ทองคำกองเท่าภูเขาบ่เท่าร่างกายเฮา บ่เท่าสังขารเฮาพิการ หูหนวก ตาบอดเด้ มันได้อานิสงส์จากสังขารมหาศาลเลย ถ้าผู้ฮู้จักเฮ็ดเอาหนา ถ้าผู้บ่ฮู้จักเฮ็ดเอาก็โอ้ทุกข์ทรมานน้อยอกน้อยใจ บ่นรำพึงรำพัน เพิ่นบ่ให้น้อยใจร่างกายสังขาร มีโอกาสให้เฮ็ดเอา พาเฮ็ดเอาจั๋งซี่หละ ผู้ใด๋นั่งได้ก็สบาย ผู้ใด๋บืน(ฝืน)ได้ก็ดี จั๋งว่าให้มีสติควบคุมเจ้าของไว้ มีสติควบคุมทุกอิริยาบถ ทุกลมหายใจ คิดอันใด๋ก็ฮู้ทัน ความคิดเป็นเรื่องกิเลส กิเลสคือความคิด เอามันอยู่ยาก เพิ่นจึงบอกอาศัยสติ สติควบคุมมันไว้ ถ้ามีสติปัญญามันก็เกิดขึ้นของมันเองเด้นิ สติครบบริบูรณ์ปัญญาก็เกิดขึ้นๆ ธรรมก็เกิดขึ้น หมุนขึ้นตีใส่กันเลยเด้นิ มันแจ้งไป โลกสว่างไสวไปทั่ว เฮ็ดได้ทุกคนบ่

จั๋งว่าหละ ผู้ได้น้อยผู้ได้หลายแล้วแต่กำลัง คนขยันคนขี้ค้านของคน จั๋งหลวงพ่อบอกให้ฝืนเอาเด้อ อย่าขี้ค้าน อย่าให้กิเลสเข้ามาเล่นงานใจเฮาได้ ให้ฝืนบืนล้มบืนตายเด้นิ สู้กับกิเลสบ่แม่นสู้เล่นๆ กำลังทรัพย์เขาก็ให้มาจั๋งว่านั่นหละ บอกแล้วว่าอย่าไปคิดยาก บ่ให้คิดยากเรื่องอยู่เรื่องกิน น้ำมูกน้ำมันเขาก็ส่งมาให้ นี่หละบ่มีน้ำมันก็ส่งให้ๆ เสบียงบ่มีเขาก็ส่งให้ๆ มันก็ดีปานนี้ตั๊ว สังเกตเบิ่งอาหารที่กินบ่อดอยาก ตั้งแต่ออกจากบ้านมา เบิ่งตี้ล่ะบุญมาคุ้มครองบ่นิ ถ้าหลวงพ่อสังขารไปบ่ไหว สังขารแตกดับ แล้วไผสิพาเฮ็ด คิดท่อนี่แหละ ผู้ใด๋สิเป็นผู้นำแน คือเป็นลูกที่ดีของพ่อ คือพระพุทธเจ้าเพิ่นสอน ไผสิเป็นลูกที่ดีของพ่อได้ ที่เชื่อฟังพ่อแม่ พ่อแม่บอกพ่อแม่สอนนั่น เขาถึงบอกเป็นคนหัวดื้อบ่ดี ดื้อพ่อดื้อแม่ยังมาดื้อกับครูบาอาจารย์อีก โอ๊ย...เบิ๊ดท่อนั่น พ่อแม่บอกพ่อแม่สอนบ่เอา ครูบาอาจารย์บอกสอนบ่เอาอีก เบิ๊ดท่อนั่นหละคนหัวดื้อ ดื้อไปเบิ๊ดเลยกลายเป็นคนชั่ว ใจคนบ่ดีคนเลว นี่เพิ่นเอิ้นว่าดื้อ หลวงพ่อก็บอกก็สอนประจำนั่นหละ คั่นเชื่อก็ได้ คั่นบ่เชื่อก็บ่ช่วยคือเก่า คั่นเชื่อปรับให้ได้เฮ็ดโลดบ่มีผิดบอกนี่ เฮาได้สัมผัสมาแล้วฮู้มาแล้ว กล้าบอกได้ กล้ายืนยันได้ ถ้าบ่เห็นบ่ฮู้ก็บ่กล้ายืนยันเด้นิ ไผฮู้กะเฮานี่หละ ใจมันฮู้มันเห็นเอง ยืนยันด้วยใจสิไปหาพยานไสหละ ก็ใจนั่นหละเป็นพยานให้เลย ร่างกายมันบ่ฮู้ มีแต่ใจพุ่นมันฮู้เห็น ใจนี่แหละเป็นพยานยืนยันให้เฮา

เนี่ยการปฏิบัติธรรมใจมันสงบมันก็ตั้งมั่น กิเลสตัวใด๋ ทิฏฐิมานะหรือว่าสักกายทิฎฐิ ถ้าคนละสักกายทิฏฐิได้ โอ้มันบ่แม่นขั้นต่ำๆเด้ พยายามเอามันลงกิเลสโตนี่ สักกายทิฏฐินี่มันบ่ยอมลงให้คนง่ายๆ ว่าเจ้าของเก่ง เจ้าของดี เจ้าของเด่น นี่เขาเรียกว่าสักกายทิฎฐิ ถ้ามานะทิฏฐินี่เห็นผิดเป็นถูก มานะทิฏฐิบ่ยอมฟังคน สักกายทิฎฐิสำคัญมั่นหมายว่าตัวเองเก่ง ว่าตัวเองบรรลุธรรม รู้ธรรมเห็นธรรม เก่งกว่าครูบาอาจารย์ นั่นเขาเรียกว่าสักกายทิฎฐิ ละให้ได้ จั๋งว่าคนดื้อเก่งกว่าพ่อกว่าแม่ จั๋งว่าให้ฟังถ้าเพิ่นบ่ห่วงเพิ่นบ่สอน นี่พ่อแม่สอนลูกสอนเต้า โอ้เพิ่นเป็นห่วงแท้ๆเด้อ ห่วงลูกนี่ ครูบาอาจารย์ก็ต่างจากพ่อแม่เด้บัดนี่ ห่วงบ่ได้ห่วงผู้หนึ่งผู้เดียว พ่อแม่ห่วงแต่ลูกเต้า แต่ครูบาอาจารย์ห่วงเบิ๊ดเด้นิ คือพระพุทธเจ้านี่ห่วงเบิ๊ด พระอรหันต์คือกันห่วงเบิ๊ด ไม่อยากให้ตกทุกข์ได้ยาก บ่อยากให้ลำบาก อยากให้ข้ามพ้นไปให้ได้ กิเลสตัวใด๋ก็อย่าให้ฝังในหัวใจได้ ผู้ใด๋มีก็ฮู้เองนั่นแหละ เฮาเป็นเจ้าของกิเลสในหัวใจเฮา สิให้ผู้ใด๋มาฮู้ให้บ่ได้เด้นิ นี่หละเพียรละกิเลสบ่ได้หวังเอาหยัง เฮาละกิเลสอย่างเดียว เมื่อมันละได้แล้วบุญมันก็เกิด ธรรมก็เกิด มันเต็มแล้ว ถ้ามันละได้แล้ว บุญก็บ่มีบาปก็บ่มี มันก็ไปของมันเอง เข้าสู่มรรคผลนิพพาน บาปก็บ่มีบุญก็บ่มี ดีก็บ่เอาชั่วก็บ่เอา ที่เฮาปฏิบัตินี่ดีก็บ่สนใจชั่วก็บ่สนใจ การปฏิบัตินี้บ่สนใจสิดีหรือเลวเฮาปฏิบัติไปเลย คำว่าดีคำว่าเลวบให้มีในหัวใจ มันก็เป็นของมัน คำว่าดีมันก็เป็นจั๋งซั่น คำว่าเลวก็เป็นของมันจั๋งซั่น เฮาบ่เอามาใส่ใจ แต่ถ้าติดในดีก็ไปบ่ได้ นั่นเพิ่นจึงว่าเพียรละสักกายทิฎฐิให้ได้ ดีกะละบ่ได้ชั่วกะละบ่ได้ ผู้ที่ละสักกายทิฎฐิไม่ได้ พยายามให้ละ จั๋งเฮาปฏิบัตินี่อันใด๋บ่ดีกะซาง ไปเรื่อยๆไป

แมนอยู่ดอกเทวดาเขาปกปักษ์รักษา ไปหม่องใด๋เขาร้องบอกกันไปว่าแต่คณะเฮาไป ฮ้องบอกกันไปทุกหม่องทุกบ่อน เขาอำนวยความสะดวกให้เฮา เขาดูแลเฮาเขาได้บุญนี่ตี้บ่แม่นธรรมดา เขาดูแลคณะพวกเฮาเขาก็ได้อานิสงส์มหาศาล เขาป้องกันมารบ่ให้มารบกวนเฮาได้ มารบ่ว่าแต่มารแนวใด๋เขาป้องกันไว้เบิ๊ด มีแต่เฮานี่หละสิรักษาได้ดีบ่ ปฏิบัติได้ดีบ่ซำนั่นหละ เฮ็ดให้ได้สู้ให้ได้ ยามมื้อเวน(กลางวัน)เฮานอน โชเฟอร์เฮาก็ขับรถไปเฮ็ดไปทำหน้าที่ขับรถ กลางคืนปฏิบัติไปแล้วก็นอน เฮ็ดเอาจั๋งซี่หละเป็นบุญกุศล มหากุศล หายากอยู่เด้ผู้สิพาปฏิบัติจั๋งซี่ มาคิดเบิ่งคักๆ หายากอยู่เด้ หอบสังขารพามาหนักปานใด๋ก็ทนอยู่ได้ เจ็บป่วยปานใด๋ เมื่อยปานใด๋ก็ทนให้ ล้าปานใด๋ทนให้ นั่งรถมาล้าปานใด๋ก็ต้องมานั่งเทศน์ให้ฟัง พานั่งสวดมนต์พานั่งภาวนา โอ้มาคิดเบิ่งตี้ล่ะพ่อแม่ครูบาอาจารย์ฮักซำใด๋ ห่วงซำใด๋ คิดเบิ่งเอาตั๊วเนาะ หอบสังขารพาไปจนสิบ่ไหว ถ้าไหวก็พาไปจั๋งซี่หละ บ่แม่นสิพาออกมาสนุกสนานเด๊ะ สู้ลำบากลำบนมา ธาตุขันธ์อ่อนแรงลงทุกมื้อ ก็ให้อาหารเสริมมันไปเรื่อยๆ พอไปได้ ให้อาหารเสริมบ่ได้มันก็อ่อนแรง มันก็ไปของมันเด๊ะสังขาร ถามว่าห่วงมันบ่สังขาร หลวงพ่อบ่ห่วงดอกสังขาร ห่วงพวกท่านทั้งหลายนี้หละ ไปถึงไหนรึยัง ถามเจ้าของเบิ่งแหน่แหมะเนาะ บ่แม่นว่านั่งภาวนาสิอยากไปฮู้นั่นฮู้นี่ อยากเห็นนั่นอยากเห็นนี่ ฮู้นั่นฮู้นี่มันบ่แม่นเด้ นั่งภาวนาให้ปล่อยวางเด๊ะนิ คำว่าปฏิบัตินี่ให้ปล่อยวางๆ บ่อยากฮู้กะฮู้ บ่อยากเห็นกะเห็นถ้าวางได้ มันบ่อยากฮู้กะฮู้ มันบ่อยากเห็นก็เห็นของมันเอง สัมผัสสัมพันธ์กับพวกผีปีศาจ เทวดา อินทร์ พรหม ยักษ์ คนธรรพ์ มันสัมผัสกันเบิ๊ดเด๊ะใจเฮานี่ สัมผัสกับเขาได้ สื่อกับเขาได้ พากันตั้งใจเฮ็ดเอาบ่แม่นสิให้แต่หลวงพ่อพาย่าง สิให้แต่หลวงพ่อพานั่ง โอ๊ยน๊อ...มันสิได้จักเทือบ๊อเนาะ คั่นหลวงพ่อบ่อพาย่างก็บ่ย่าง บ่พานั่งกะบ่นั่ง มันบ่แม่นแล้วนั่น มาให้กำลังใจปานนี้ก็ดีแล้วตั๊ว เฮ็ดเอาก็ยังบอกอยู่เนาะ ความขยัน ความเพียรเฮ็ดเอา บ่ว่าพระบ่ว่าโยมเด๊ะนิบอกเบิ๊ดทั้งพระทั้งโยม พระก็ให้มีความขยัน ความเพียรเอาเด้อ มันจั๋งสิเป็นนาบุญให้เขาได้เนาะ บอกมาหลายทุกคืนๆ แล้วเนาะ เอ้า...พากันเฮ็ดเอา

ป้าสม : นิมนต์หลวงพ่อพักผ่อนค่ะ

หมายเหตุ... อุบาสิกา(ป้าสม) เป็นน้องสาวของหลวงพ่ออีกผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติธรรมคู่กันมากับน้องสาวคืออุบาสิกา(ป้าหวัง) และอุบาสิกา(ป้ารวย)ผู้เป็นคู่บารมีของหลวงพ่อ ป้าสมพึ่งเดินทางมาสมทบกับหมู่คณะ ด้วยเหตุปัจจัยดังข้างต้น จึงขออนุโมทนากับทุกท่านทุกประการเทอญ

อนึ่ง...อันนี้เป็นภาษาอีสาน เป็นธรรมชาติของภาษา งดงามด้วยภาษาธรรม หากใครเข้าใจจะได้อรรถได้ธรรม อันเป็นรสชาติต้นฉบับได้ดีแท้ ใครไม่เข้าใจคำใด ให้ถามคนอีสาน ค่อยๆอ่าน ค่อยๆทำความเข้าใจ แล้วจะทราบความหมายอันลึกซึ้งได้ นี้คือ สรุปสุดยอดแห่งวาระธรรมปฏิบัติสัญจรในครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณและอนุโมทนาคุณหนูนา(มันทนา สิงห์ทอง) ที่อุตสาหะบันทึกและถอดเสียงธรรมได้อย่างหมดจด สาธุครับ







🌸 คืนสุดท้าย 🌸
ณ ชายแดนไทยลาว จ.เลย

ท่านทั้งหลาย วาระการปฏิบัติธรรมสัญจรภาคเหนือ ประจำปี 2559 กับคณะของหลวงพ่อฉลวย อาภาธโร แห่งวัดโคกปราสาท ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ด้วยมีวัตถุประสงค์ เพื่อจะพาคณะลูกศิษย์ที่มีทั้งพระสงฆ์ ฆราวาส อุบาสกอุบาสิกา ราวสี่สิบคน ไปฝึกเพียรภาวนา และแผ่เมตตาแก่สรรพวิญญาณ ตามคำนิมนต์ของญาติธรรมและผู้ไม่มีตัวตน โดยเริ่มออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 3 - 18 ธันวาคม 2559 รวมเวลา 15 คืน 16 วัน ด้วยการใช้เส้นทางการเดินทางและพักภาวนาผ่านหลายจังหวัด อาทิ เพชรบูรณ์ พิจิตร กำแพงเพชร ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย น่าน และมาสิ้นสุดคืนสุดท้าย ณ ริมน้ำกั้นชายแดนไทยลาว ต.ปากหมัน อ.ด่านซ้าย จ.เลย






🌸 อนุโมทนาผู้ร่วมบุญ 🌸
ธรรมปฏิบัติสัญจรภาคเหนือ 2559

1. คุณทนงศักดิ์ ฤกษ์ลักษณี คุณจรุงศักดิ์ ภาคจรุง และครอบครัว 8,500 บาท
2. พ.อ.ประมวล มธุรส และครอบครัว 10,000 บาท
3. พ.ต.ต.ประเสริฐ ฟุ้งพิมาย 2,000 บาท
4. คุณจตุพร ปัสสาโก และครอบครัว 500 บาท
5. คุณพัชและครอบครัว 500 บาท
6. คุณนิตยา บุญมา.และครอบครัว 1,000 บาท
7. คุณน้าณิชชา ตรงกิจไพศาล.1,000 บาท
8. คุณชัญญา วรากุลวาณิช และครอบครัว 1,000 บาท
9. ครอบครัวธนินทร์ แพสาโรช 3000 บาท
10. นส.ภัทรนันทร์ แพสาโรช 500 บาท
11. คุณพชรพร แพนแก้ว และครอบครัว 100 บาท
12. ครอบครัวสมัปปิโต และครอบครัวสร้อยจุฑา 200 บาท
13. นส.วิรัลพัชร- นส.กาญจนา สิงห์มีศรี & เจ้าโซเรียว 1,000 บาท
14. คุณเสมอ 500 บาท
15. คุณภมรมาศ 500 บาท
16. คุณชิตติมา 500 บาท
17. แม่กังฟู&ภูผา 500 บาท
18. ครูสายหยุด 1,000 บาท
19. คุณปภาดา วรกิจบำรุง และครอบครัว 500 บาท
20. ไม่ออกนาม 5,000 บาท
21. คุณนศมณ 500 บาท
22. ดร.ปุ๊ก(พัตร์พิมล) 1,000 บาท
23. คุณเพ็ญศิริ 500 บาท
24. คุณสัจจา หมายเคียงกลาง 2,000 บาท
25. คุณรักษ์100 คุณช่างซ้ง500 คุณธรรน 1000 คุณสุรกิจ1000 คุณปัณวิท300 คุณวราวุธ300 พงศักดิ์ 1000 ไม่ออกนาม1400 รวม 5,100 บาท
26. คุณพิมพาพร มามาก 1,000 บาท
27. คุณสมหวัง ก้อนกงไกว และครอบครัว 500 บาท
28. คุณสาคร 500 คุณธีรรัตน์ 1,000 คุณดารุณี 1,000 รวม 2,500 บาท
29. คุณชัยพงษ์ 1,000 บาท
30. ในนามคุณจิ๊ 1,000 บาท
31. ในนามพี่น้องหนูนา 600 บาท
32. นพ.วิบูลย์- คุณผกามาศ กมลพรวิจิตร 3,000 บาท
33. คุณเพ็ญนภา 500 คุณพัฒน์นรี 500 รวม 1,000 บาท
34. ร.ต.อ. วิทยา มาบำรุง 1,500 บาท
35. คุณตุ๊ก(ชณิตพิณณ์) 500 บาท
36. นายฤทธี คุณสายพิน ปานหลายและครอบครัว 3,000 บาท
37. คุณจตุพร ปัสสาโก และครอบครัว 3,000 บาท
38. ไม่ประสงค์ออกนาม 500 บาท
39. ชาญณรงค์-สุชาวดี วงศ์จักร์แก้ว และครอบครัว 1,000 บาท
.....รวม 66,800 บาท

อนึ่ง ... รายนามบางส่วนอาจไม่ได้ลงชื่อหลายท่าน ทั้งที่ถวายโดยตรงที่หลวงพ่อ หรืออาจตกหล่นรายชื่อผ่านทางบัญชีของผม แต่อย่างไรก็ตาม หลวงพ่อและคณะได้อนุโมทนาแล้ว จึงสำเร็จประโยชน์เป็นมหาทาน ทั้งโลกนี้และโลกหน้า อย่างบริบูรณ์ แม้จะตกหล่นหรือมิได้เอ่ยนามก็ตาม

 ท้ายสุดนี้  ผู้เขียนในนามตัวแทนชาววัดโคกปราสาท ขอขอบคุณและอนุโมทนากับคณะผู้ติดตามปฏิบัติธรรม คณะเจ้าภาพแต่ละแห่ง คณะผู้ร่วมบุญเงินปัจจัย อาหารเครื่องดื่มและสิ่งของ รวมทั้งผู้รับทราบและอนุโมทนา ในวาระธรรมปฏิบัติสัญจรในครั้งนี้ ขอให้สำเร็จประโยชน์อันบริบูรณ์เป็นมหากุศลและมหาทาน ทั้งโลกนี้และโลกหน้าตามที่ท่านปรารถนา จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งพระนิพพาน ทุกท่านเทอญ

หมายเหตุ... ผู้เขียนเรียบเรียงนิทานธรรมขึ้นมาใหม่ ด้วยความจำหมายไม่เที่ยง อาจมีการสลับลำดับเหตุการณ์ และตกแต่งคำใหม่ขึ้นมาบ้าง แต่ใจความหลักยังคงอยู่มากที่สุด จึงขอขมากรรมต่อพ่อแม่ครูอาจารย์ ทุกประการ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
มกราคม 2559