ยินดีต้อนรับ

ยินดีต้อนรับสู่พื้นที่ธรรม ความมหัศจรรย์ และอจินไตย ในช่วงกึ่งกลางพระพุทธศาสนา dr.natdhnond@gmail.com, dr.natdhnond@hotmail.com

วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2555

(023) เส้นทางบุญจากโคราช หนองคาย สู่เขตภูเขาควายประเทศลาว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล





เส้นทางบุญจากโคราช หนองคาย สู่เขตภูเขาควายประเทศลาว 2555

(บันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันที่ 10-11 มีนาคม 2555)
โปรดใช้วิจารณญาณ และวางใจไว้กลางๆในการอ่าน

เพราะความจริงแท้มันเกินวิสัยของผม และอาจมีความหลงซ่อนอยู่



ตอนที่ 1 จุดประสงค์ของการเดินทาง


เช้าวันเสาร์ที่ 10 มีนาคม 2555 ผมพร้อม ผอ.ชยุต (หรือคุณหนุ่ม) ซึ่งเป็น ผอ.ป่าไม้ที่ชัยภูมิ และคุณณี(ภรรยาคุณหนุ่ม) ได้ออกเดินทางด้วยรถยนต์ จากโคราชในราว 8.30 น. การเดินทางในครั้งนี้มีเป้าหมายไปแค่หนองคาย ตามคำเชิญของหลวงตาเณรเท่านั้น พวกเราไม่เคยรู้จักหลวงตาเณรมาก่อน แต่ท่านก็ได้เชิญให้พวกเราไปที่สำนักสงฆ์ของท่าน โดยประสานงานผ่านทางสิบเอกอารี เพื่อการบางอย่าง ซึ่งผมเองก็ยังงงๆอยู่ว่า เอเราไปด้วยเหตุอันใดหนอ แต่จิตของผมก็รู้สึกเบิกบานดี

เมื่อรถยนต์แล่นออกจากโคราชได้ไม่นาน ได้มีสายโทรศัพท์มาจากสตรีท่านหนึ่งคือ คุณตุ๊ก ผู้ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เธอเองเป็นคนหนองคายที่เคยตามหาบ่วงนาคบาศตามนิมิตและตามที่ครูอาจารย์ของเธอบอกไว้ เธอเคยโทรศัพท์คุยกับผมครั้งหนึ่งแล้ว วันนี้เธอกำลังเดินทางมาจากกรุงเทพฯพร้อมพี่สาวของเธอ เพื่อมาพบผมที่โคราช และจะกลับหนองคายด้วย ผมบอกให้เธอตามไปพบผมที่หนองคายก็แล้วกัน (เป็นเสมือนเหตุบังเอิญ)

พวกเราเดินทางผ่านเส้นทางขอนแก่น อุดรธานี เมื่อมาถึงด่านตรวจของตำรวจทางหลวงอุดรธานีบริเวณบ้านโนนสูง ผมได้เข้าไปแวะทักทายผู้หมวดซุป (ร.ต.ท.ศุภชัย อุดหนองเลา) ลูกศิษย์ธรรมที่รู้จักกันมาหลายปี เขาเคยมาที่บ้านของผมหลายครั้ง และผมเองเป็นผู้บอกให้เขาย้ายงานจากกรุงเทพฯเพื่อหนีน้ำท่วมเมื่อปีก่อนโน้น ผู้หมวดก็ทำตามและได้รับความกรุณาจากผู้ใหญ่อย่างเหลือเชื่อ ผู้หมวดซุปเป็นผู้มีความนอบน้อม รู้จักคารวะผู้ใหญ่ด้วยจิตอันบริสุทธิ์ การปฏิบัติธรรมก็ค่อยๆเป็นค่อยๆไป วันนี้ ดูเหมือนผู้หมวดจะมีคลื่นพลังบุญมากขึ้น ผมรู้สึกขึ้นมาว่า ผู้หมวดคงจะได้ประดับยศ ร.ต.อ. ภายในปีนี้เป็นแน่แท้ (และก็เป็นจริงตามนั้น) จึงขออนุโมทนาด้วยนะครับ



 

ผู้หมวดซุป ร.ต.ท.ศุภชัย อุดหนองเลา (ปัจจุบัน ร.ต.อ.) ตำรวจทางหลวงอุดรธานี

 


ตอนที่ 2 พบญาติธรรมในอดีตชาติ (โน้น...)

พบกับกินรี
 
เมื่อแวะทักทายกับผู้หมวดพอสมควรแก่เวลาแล้ว พวกเราได้ออกเดินทางสู่จังหวัดหนองคายทันที วันนี้ตั้งแต่เช้าอากาศเย็นสบายเพราะไม่ค่อยมีแดด พอเริ่มเข้าสู่เขตหนองคายปรากฏว่า มีฝนตกตลอดเส้นทาง การไปหนองคายครั้งนี้ ผมกับคุณหนุ่มยังไม่รู้เลยว่า สำนักสงฆ์ที่เราจะไปนั้นชื่ออะไร อยู่ที่ไหน หลวงปู่ท่านชื่ออะไร ก็คงต้องใช้วิธีไปหาทางเอาข้างหน้า ผมทราบจากคุณหนุ่มว่า คุณอารี(สิบเอกอารี)ลูกศิษย์หลวงปู่โทรมาบอกว่า หลวงปู่จะส่งกินรีมาต้อนรับด็อกเตอร์นะ พวกเราก็ยังงงๆว่า กินรีมีตัวเป็นแบบใดหนอ เมื่อใกล้ถึงหนองคายราวๆบ่ายโมง พวกเราก็ได้รับสายจากสตรีท่านหนึ่งโทรมาบอกเส้นทางไปวัด และจะออกมารับที่ปากทางเพื่อจะพาไปรับประทานอาหารก่อนจะเข้าวัด เมื่อพบกันแล้วก็ยังไม่รู้ว่า เธอคือกินรี รู้แต่ว่าเธอชื่อคุณนกที่ขับรถเบนซ์ออกมารับพวกเรา (มาทราบทีหลังก่อนจากกันว่า เธอคือกินรีนั่นเอง) เมื่อได้สนทนากันแล้ว เธอเกิดอาการปีติตลอดเวลาเสมือนเป็นญาติมิตรกันมาก่อน

พบหลวงตา(เณร)
 
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว จึงมุ่งหน้าเดินทางเข้าสู่สำนักสงฆ์ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองหนองคายประมาณ 10 กิโลเมตร ผมสังเกตเส้นทางเมื่อเราเลี้ยวออกจากถนนหลักเข้าสู่สำนักสงฆ์ เป็นถนนลูกรังวิ่งผ่านหมู่บ้านสองสามหมู่บ้าน ทางคดเคี้ยวไปมา และเริ่มมีสภาพเป็นป่าดูวังเวงมากขึ้น ไม่นานก็ไปถึงสำนักสงฆ์ราวๆบ่ายสองโมงกว่า พร้อมกับมีฝนตกลงมาหนักพอสมควร หลวงตาได้ออกมาจากกลดภาวนาที่อยู่ในศาลา พวกเราจึงเข้าไปกราบนมัสการท่าน คำแรกๆที่ผมได้ยินก็คือ "ด็อกเตอร์เอ้ย มาซอยกันส่างบารมีเด้อ ขอบารมีด็อกเตอร์มาซอยกันเด้อ"... "มื้อคืนปู่เพินก็มาบอกว่า ญาติธรรมจากโคราชซิมาหาเด้อ" (ด็อกเตอร์มาช่วยกันสร้างบารมี ขอบารมีของด็อกเตอร์มาช่วยกันนะ... เมื่อคืนปู่ท่านก็มาบอกว่า จะมีญาติธรรมจากโคราชมาหาเด้อ) ผมนิ่งไปสักพักเพราะยังงงๆ ท่านจึงเอ่ยขึ้นมาว่า "บ่แม้นเรื่องเงินเรื่องปัจจัยดอก ขอแค่ด็อกเตอร์ส่งจิตส่งบารมีมาก็พอแล้ว" ผมยังสงสัยตัวเองอยู่ว่า แล้วผมจะมีบารมีอันใดหนอที่จะมาช่วยท่านได้ แต่ผมก็รับปากท่านไปเสียแล้ว

หลังจากสนทนากันกับท่านประมาณหนึ่งชั่วโมง ฝนเริ่มซาลง พวกเราจึงขอตัวเพื่อจะเข้าไปกราบหลวงพ่อพระใสที่วัดโพธิ์ชัย และจะเลยไปเที่ยวตลาดอินโดจีน(ท่าเสด็จ) แล้วจึงจะย้อนกลับมาพักที่วัดเพื่อสนทนาธรรมกับท่านอีกครั้ง (มีรายละเอียดจะเล่าในตอนต่อไป)


ภาวนา ณ วัดโพธิ์ชัย

พวกเราเดินทางไปถึงวัดโพธิ์ชัยซึ่งเป็นวัดที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของหนองคายคือ หลวงพ่อพระใส ในราวบ่ายสามโมงกว่า ผมได้เข้าไปกราบท่านบนพระวิหารพร้อมกับนั่งภาวนาสมาธิประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง การภาวนาเบื้องหน้าหลวงพ่อพระใส แม้จะมีผู้คนมากมาย แต่แปลกผมกลับมีความสงบสมาธิดิ่งเร็วดี ในมโนจิตปรากฏความสว่างคล้ายประกายเพ็ชร โดยเริ่มจากคล้ายๆน้ำใสค่อยแตกแยกออกเป็นเสี่ยงคล้ายเพ็ชร แต่ไม่แจ่มแจ้งเท่าใดนัก ในจิตก็รู้ว่า เป็นของพื้นๆสำหรับพระอริยเจ้า

หลังจากออกจากสมาธิแล้ว ผมได้เข้าไปอธิษฐานเสี่ยงทายพระพุทธรูปที่วางอยู่ด้านข้าง โดยกำหนดจิตอธิษฐานสิ่งเดียวกันกับเมื่อครั้งที่เสี่ยงทายที่พระธาตุพนมคราวที่แล้ว โดยกำหนดว่า "หากข้าพระพุทธเจ้าจักสำเร็จ...ในภพในชาตินี้ ขอจงให้พระพุทธรูปมีน้ำหนักมากด้วยเถิด..."เมื่อผมยกพระพุทธรูปขึ้นปรากฏว่ามีน้ำหนักมาก สามารถยกขึ้นได้เพียงเล็กน้อย เมื่อจะยกครั้งที่สองในคำอธิษฐานเดิม "หากข้าพระพุทธเจ้าจักสำเร็จ...ในภพในชาตินี้ ขอให้ข้าพระพุทธเจ้ายกพระพุทธรูปขึ้นเบาดั่งปุยนุ่นด้วยเถิด..." ผมตั้งสติให้จิตตั้งมั่นแล้วยกขึ้นจังหวะเดียว ปรากฏว่า พระพุทธรูปลอยละลิ่วเบาหวิวขึ้นเลยเหนือศรีษะ ขึ้นไปจนสุดแขนอย่างน่าอัศจรรย์ ท่ามกลางสายตาของคุณหนุ่มและคุณณี หลังจากนั้น ผมก็ลองให้คุณหนุ่มและคุณณีอธิษฐานจิตดู ปรากฏว่า พระพุทธรูปมีน้ำหนักมากจนยกไม่ขึ้น และมีน้ำหนักเบาหวิวต่างกันอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นอันว่า คำอธิษฐานเสี่ยงทายของพวกเราในครั้งนี้ สมหวังกันทุกคน (คุณหนุ่มกับคุณณีอธิษฐานอะไรผมไม่รู้)


 

 
กราบหลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย หนองคาย
 

 
ยกพระพุทธรูปครั้งแรกได้สูงแค่นี้ (สังเกตเส้นเอ็นคอ)
 

 
ยกครั้งที่สองเบาหวิวลอยละลิ่วสูงจนสุดแขน



มหัศจรรย์ทางจิตที่ร้านนกยูง
 
เมื่อออกจากวัดโพธิ์ชัยแล้ว พวกเรามุ่งหน้าสู่ตลาดอินโดจีน(ท่าเสด็จ)ที่อยู่ติดแม่น้ำโขง เพื่อไปซื้อของบางอย่าง ขณะที่เดินอยู่ภายในตลาด คุณณีเธออยากได้แหวนที่ประดับเพ็ชรนาคาของแท้ พวกเราจึงเดินทางเข้าไปที่ร้านนกยูงตามคำแนะนำของอาจารย์นาง เมื่อไปถึงร้านแล้ว คุณนกยูงได้เข้ามาทักทายและต้อนรับตามธรรมเนียมที่ดี ภายในร้านนั้นมีเครื่องประดับจำนวนมากที่ทำด้วยพลอยและเพ็ชรพญานาค ผมเองมองเห็นแหวนที่ทำด้วยแก้วโป่งข่ามอยู่วงหนึ่ง จึงขอออกมาดูพร้อมกับอธิษฐานจิตตามวิธีของผม แล้วยื่นกลับไปให้คุณนกยูงพร้อมกับบอกให้เธอลองสัมผัสดู ปรากฏว่ามือไม้ของเธอสั่น ขนลุกขนชันไปทั้งตัว ผมบอกเธอว่า "แก้วโป่งข่ามเปลี่ยนสีเข้มขึ้นแล้ว มีพลานุภาพมากมายแล้วนะ เก็บไว้ให้ดีๆนะ" เธอเกิดอาการปีติยกมือไหว้แล้วไหว้อีก พร้อมกับนำแหวนวงนั้นเข้าไปเก็บไว้หลังร้านทันที หลังจากนั้น ผมรู้สึกว่าผมจักต้องแผ่เมตตาให้กับชาวโลกทิพย์ที่มีอยู่ในร้านนี้  ปรากฏว่ามีคลื่นของดวงจิตเข้ามามาก (จะจริงไม่จริงก็ชั่ง ผมกระทำไปด้วยจิตเมตตาอันบริสุทธิ์ ที่อยากจะสงเคราะห์พวกเขา และเป็นความหลงในฤทธิ์ของตนที่ควรละวาง)

คุณณีเธอเลือกแหวนเพ็ชรนาคาอยู่หลายวง แต่มีอยู่อีกหนึ่งวงเป็นเพ็ชรนาคาสีเขียวมีลักษณะพิเศษ เธอชอบจึงขอต่อราคา คุณนกยูงเจ้าของร้านเธอยิ้มหันกลับมาถามผมว่า จะให้เธอทำเช่นไร เพราะราคาที่คุณณีอยากได้นั้น เป็นราคาต่ำกว่าทุนมาก ผมจึงบอกเธอว่า หากจะทำบุญกับผู้มีศีล อย่าได้นึกถึงกำไรขาดทุน เพราะบุญที่เรามองไม่เห็นนั้น เงินทองไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบได้ เธอรับฟังพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า เอาตามที่ผมบอก ผมจึงบอกให้คุณณีอวยพรให้เธอ หลังจากนั้นคุณนกยูงได้วิ่งไปที่หลังร้านพร้อมกับนำเอาแหวนอีกวงที่เหมือนกัน เธอบอกว่าเป็นแหวนที่เธอรักมากจึงเก็บไว้ส่วนตัว และขอให้ผมช่วยอธิษฐานจิตให้เธออีกครั้ง ก่อนจากกันเธอบอกว่า วันนี้มีบุญและปีติมาก หากใครไปหนองคาย ลองแวะไปที่ร้านนกยูง แล้วสอบถามเธอเอาเองนะครับ (นักภาวนาที่ปรารถนาความหลุดพ้น ควรละวางวัตถุและเรื่องเหล่านี้เสีย)



พบญาติพี่น้องในอดีตชาติ(โน้น...)
 
ขณะที่เดินอยู่ในตลาดอินโดจีน ผมได้รับการติดต่อมาจากคุณตุ๊กที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ เพื่อขอพบผมที่วัดโพธิ์ชัย ผมจึงไปตามนัด เราพบกันในราวหกโมงเย็นท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาเล็กน้อย เมื่อพบกันแล้ว เธอรู้สึกปีติ บางครั้งเธอก็รู้สึกแปรปรวนในธาตุขันธ์ บางครั้งเธอก็พูดออกมาเป็นภาษาเทพสลับกันไปมา ผมยืนดูเธอด้วยความเมตตา เธอบอกว่า เธอตามหาบ่วงนาคบาศอยู่นานหลายแห่งตามนิมิตและตามครูอาจารย์ (หลวงปู่ที่หนองคาย)บอก เธอไม่นึกว่าจะมาเจอผม วันนี้เธอเดินทางมาจากกรุงเทพฯ พร้อมกับนำเอากำไลข้อมือบ่วงนาคบาศสัมฤทธิ์แบบโบราณมาให้ผมดู หลังจากนั้นผมได้ยื่นแหวนนาคบาศเนื้อนากของผมให้คุณติ๊กที่มากับเธอ เมื่อเธอรับไปแล้ว ปรากฏว่าเธอมือไม้สั่น พร้อมกับพูดภาษาเทพขึ้นมา และมองมาที่ผมด้วยอาการตื่นเต้นพร้อมกับพูดขึ้นมาว่า "ท่านจะให้ใครแหวนวงนี้" เพราะคุณตุ๊กเธอเป็นผู้ตามหาอยู่ ผมรับกลับคืนมาพร้อมอธิษฐานจิตแล้วยื่นกลับไปให้เธอพร้อมกับเอ่ยว่า "ให้คุณนั้นแหละ คุณปรารถนาอยู่มิใช่หรือ" เธอตอบว่า แล้วน้องสาวเธอหละ ผมตอบกลับไปว่า "แล้วผมจะมอบสิ่งอื่นให้เธอ" เธอจึงรับไปด้วยน้ำตาและรำพึงรำพันเป็นภาษาเทพ (เป็นการหลงในวัตถุและอภินิหาริย์ ที่นักภาวนาควรละวางเสีย มันมิใช่ทางของพระพุทธเจ้า)

หลังจากนั้น ผมจึงมอบลูกแก้วสีเขียวขนาดเล็ก ที่พึ่งได้รับมาจากบาตรหลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดร(จากพระอาจารย์รูปหนึ่งบอกไว้เช่นนั้น) แก่คุณตุ๊ก เมื่อเธอเห็น เธอตกใจพร้อมกับยกมือไหว้ไปทางหลวงพ่อพระใสพร้อมกับกล่าวขึ้นมาว่า ผมรู้ได้อย่างไรว่า เธอกำลังตามหาลูกแก้วสีเขียวอยู่ (ความจริงผมไม่รู้หรอก แต่อยากจะให้เธอ) เธอเกิดอาการปีติขนลุกขนชันอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็พูดภาษาเทพขึ้นมา พวกเราสนทนากันอย่างกับเป็นญาติกันมาก่อน ก่อนที่จะจากกันคุณติ๊กผู้พี่สาวอดกลั้นความปีติของเธอไม่ไหว ขอเข้ามากอดผมทั้งน้ำตา พร้อมกับเอ่ยว่า "ฉันเคยเป็นลูกสาวของท่านใช่ไหม เพราะฉันรู้สึกอย่างนั้น" (เธออายุมากกว่าผม) ผมจึงตอบเธอว่า "ถ้าคิดว่าใช่ก็ใช่" ผมจึงเรียกคุณตุ๊กเข้ามากอดรวมกันอีกคน เหตุการณ์ทั้งหลายอยู่ในการรับรู้ของคุณหนุ่มและคุณณีตลอดเวลา จึงมิสามารถอธิบายไปได้มากกว่านี้ เฮ้อ...เรื่องแบบนี้ก็มีในโลกยุคปัจจุบันนี้หนอ... (เป็นการหลงในอดีตที่นักภาวนาควรละวางเสีย เพราะมันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวกิเลส)


 

 
ว่ากันว่าเป็นแหวนนาคบาศเนื้อนาก (สัมฤทธิ์) โบราณ 



ตอนที่ 3 สนทนาธรรมกับหลวงตาเณร

พวกเราเดินทางกลับสำนักสงฆ์ในราวทุ่มกว่าๆ ปรากฏว่าหลงทางเข้าป่าลึก ยิ่งไปยิ่งไกลออกไปเรื่อยๆ ดูวิเวกเปลี่ยวเปล่าน่าดู ฝนก็พรำๆ บรรยากาศก็ชวนขนลุก คุณหนุ่มโทรให้คนออกมารับจึงสามารถกลับเข้าสู่สำนักสงฆ์ได้ ก็ปาเข้าไปสองทุ่มกว่าๆ หลวงตาเณรและญาติธรรมนับสิบกำลังรอพวกเราเพื่อสวดมนต์ทำวัตรเย็น หลังจากทำวัตรเสร็จแล้ว ท่านให้หญิงสาวคนหนึ่งที่ท่านเคยช่วยเหลือเธอไว้จากการถูกเล่นงานด้วยคุณไสย ประทับทรงปู่ตาซึ่งเป็นเทพทางลาวแถบภูเขาควายเพื่อสอบถามบางอย่าง ผมนั่งดูอยู่ห่างๆ ได้เรียนรู้และพิจารณาธรรมที่กำลังเกิดขึ้นอยู่เบื้องหน้า เห็นความทุกข์ของผู้คนที่เข้ามาหาหลวงตาเพื่อให้ท่านช่วย มีสารพัดความทุกข์ มีการเสี่ยงทายโดยการยกขาปู่เจ้าผ่านขาของร่างทรง คล้ายกันกับการยกพระพุทธรูป คุณหนุ่มกับคุณณีได้ทดลองเสี่ยงทาย ปรากฏว่าหากสำเร็จให้ยกขาไม่ขึ้น ปรากฏหนักอึ้งไม่สามารถขยับเขยื้อน ทั้งที่ร่างทรงก็นั่งสบายๆ และหากสำเร็จให้สามารถยกขาขึ้นแบบสบาย ก็ปรากฏว่าเบาหวิวขึ้นมาเฉย เอ้อหนอ...แบบนี้ก็มีด้วย ก็เคยเห็นแต่การเสี่ยงทายพระพุทธรูป (โปรดละวางเพราะเป็นความเชื่อนอกวิถีของพระพุทธศาสนา)

เมื่อญาติธรรมลากลับเกือบหมดแล้ว ผมจึงได้สนทนาธรรมกับหลวงตาเณร ท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านเคยเป็นทหารแล้วลาออกมาบวชเป็นพระในฝ่ายธรรมยุตเมื่อหลายปีมาแล้ว(ท่านไม่ได้บอกว่ากี่ปี) แล้วออกธุดงค์ไปตามป่าดงแถบภาคอีสาน เคยไปสร้างวัดแห่งหนึ่งที่อุบล(ถ้าจำไม่ผิด) จากไม่มีอะไรเลยสำเร็จภายในไม่นาน และเมื่อมีความเจริญแล้วท่านจึงได้หนีออกจากวัดนั้น และออกธุดงค์เรื่อยมาจนมาพบบริเวณสำนักสงฆ์แห่งนี้ ขณะที่ท่านบำเพ็ญโดยถือสัจจะเป็นเวลาหนึ่งเดือนนั้น ปรากฏนิมิตมากมายทั้ง การพบกับหลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดรในร่างบุรุษชุดขาวมีพญานาคเป็นพาหนะ หลวงปู่ศรีเอกวงศ์ (ท่านบอกว่าเกี่ยวพันกันกับหลวงปู่โต เป็นภพหนึ่ง) ซึ่งเคยบำเพ็ญอยู่ในภูมิแห่งนี้ หลวงปู่มั่นและหลวงปู่ต่างๆก็เคยมาหา พญานาคที่มาในญาณของปู่ขาวและปู่ดำ และที่สำคัญบริเวณที่อยู่ใกล้ๆสำนักสงฆ์แห่งนี้ เป็นภูมิของพระอรหันต์สมัยพุทธกาล เป็นภูมิของคนสูงแปดศอก ท่านนิมิตเห็นบาตรพระขนาดใหญ่จำนวน 20 อันอยู่ใต้พื้นดินแห่งนี้ และอีกหลายๆเรื่อง รวมทั้งเรื่องไสยศาสตร์มนต์ดำและวิญญาณทั้งหลาย ก็เป็นหนึ่งในหัวข้อที่สนทนากันในค่ำคืนนี้

ในตอนหนึ่งหลวงตาเล่าถึงว่า ทำไมท่านถึงต้องสึกจากความเป็นพระลงมาเหลือแค่การบวชเป็นเณร ทั้งที่ตัวท่านเองก็บำเพ็ญเพียรมาตามแบบอย่างพระกรรมฐาน แต่เมื่อได้มาพบกับหลวงปู่ใหญ่แล้ว ภาระหน้าที่บางอย่างจึงเปลี่ยนไป หน้าที่ปราบมารบังเกิดขึ้น การช่วยเหลือสงเคราะห์คนทุกข์สาหัสจากไสยศาสตร์มนต์ดำก็บังเกิดขึ้น การสร้างพระพุทธรูป การสร้างวัดก็บังเกิดขึ้นไปพร้อมๆกัน โอ้หนอ...การสร้างบารมีทำไมมันถึงยากเพียงนี้น้อ... เส้นทางพระอรหันต์ก็เห็นห่างกันเพียงเส้นผม แต่ก็ต้องมาบำเพ็ญอีกเส้นทางหนึ่ง ไฉนเส้นทางหรือจริตในการบำเพ็ญจึงแตกต่างกัน... ท่านทั้งหลาย ผมเข้าใจแล้วว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ผมจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะไปพิจารณาที่ผู้อื่น ผู้อื่นก็คือผู้อื่น การบำเพ็ญของคนอื่นก็เป็นของคนอื่น หน้าที่ของใครก็ของมัน อย่าได้เอามาปะปนกับของเรา ตัวเรายังมิใช่ของเรา ผมจึงได้แต่อนุโมทนาในบุญกุศลที่ท่านสร้างมาดีแล้ว

หลวงตาเณรบอกว่า "ภูมิที่นี่ดี ด็อกเตอร์มาภาวนาเอาเด้อ มาสร้างบารมีช่วยกันเด้อ" เมื่อได้เวลาพักผ่อน พวกเราจึงได้อาศัยศาลาเป็นที่นั่งภาวนาและนอน ซึ่งกลดของหลวงตาก็อยู่ในศาลาแห่งนี้ เมื่อหลวงตาได้เข้ากลดภาวนาแล้ว ผมกับคุณหนุ่มก็อาศัยที่นอนนั้น เป็นที่นั่งภาวนาท่ามกลางเสียงฝนตกเป็นระยะๆ ผมได้อธิษฐานจิตขอพลังบารมีพระเบื้องบนได้โปรดแผ่ลงมาคลุมอาณาบริเวณสำนักสงฆ์แห่งนี้ ช่วยสะกัดกั้นสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายอย่าได้กร้ำกรายเข้ามาได้เลย ขอให้มีแต่สิ่งมงคลเข้ามา ขอให้การสร้างวัดสร้างคนจงสำเร็จ ขอให้ผู้ที่มาบำเพ็ญเพียร ณ ที่แห่งนี้ จงสว่างไสว ขอหลวงปู่เทพเทวาทั้งหลายจงมีแต่ความสุขเกษมสำราญ มีญาณบารมีแผ่ไพศาลไปสู่อนันตจักรวาล ผมไม่รู้หรอกว่า ผมมีบารมีอยู่จริงหรือไม่ แต่จิตอันเป็นเมตตามันบังเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน จะจริงไม่จริงก็ชั่ง ขอกระทำไปด้วยจิตอันบริสุทธิ์ก็เพียงพอแล้วสำหรับการมาในที่แห่งนี้

ในช่วงเช้าต่อมา หลวงตาเณรบอกคุณอารีว่า เมื่อคืนได้ยินคนสนทนาธรรมกัน แต่ผมไม่รู้เรื่องหรอก แต่ที่รู้กันก็คือ ขณะที่นั่งภาวนาอยู่นั้น มีวัตถุหล่นใส่หลังคาดังลั่น



ตอนที่ 4 อจินไตยไสยศาสตร์มนต์ดำ

นการสนทนากับหลวงตาเณรและลูกศิษย์ของท่านในค่ำคืนวันที่ 10 มีนาคม 2555 นั้น มีช่วงหนึ่งที่ได้พูดคุยกันถึงเรื่องไสยศาสตร์มนต์ดำที่หลวงตาเณรและลูกศิษย์ได้เผชิญมา หลวงตาและลูกศิษย์ช่วยกันเล่าให้ฟังว่า เมื่อคราวที่ท่านและลูกศิษย์ไปบำเพ็ญภาวนาที่ภูลังกา ได้เผชิญกับพวกเล่นของหรือหมอธรรมฝ่ายมิจฉาทิฏฐิ พวกมารได้ปล่อยของออกมาเล่นงานท่านหลายครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านทราบว่าพวกมารจะรวมหัวกันส่งของมาเล่นงานชุดหนัก ท่านและลูกศิษย์จึงได้ไปปักหลักที่ภูลังกา ตั้งปะรำขอบเขตโดยปักด้ายสายสิณจน์ล้อมรอบ ให้เณรน้อยสององค์นั่งข้าง ให้สิบเอกอารีและลูกศิษย์อีกคนยืนถือหอกอยู่ใกล้ๆ ส่วนลูกศิษย์มีทั้งหญิงและชายที่เหลือให้อยู่ในวงสายสิญจน์ เมื่อถึงเวลา ปรากฏมีลมพัดกระหน่ำเหมือนในหนัง เต๊นท์ปลิวกระจายไปไกลเกือบกิโลเมตร คณะของหลวงตาเณรยังตั้งมั่นอยู่ในวงสายสิญจน์ สักครู่ปรากฏมีตะปูและวัตถุพุ่งใส่สิบเอกอารีและลูกศิษย์ที่ยืนถือหอกอยู่ จึงต้องหลบกันพัลวัน เณรน้อยที่อยู่ด้านข้างโดนไปหลายดอก หลวงตากดหัวเณรน้อยให้หมอบลง มีวัตถุวิ่งแหวกอากาศมากระทบกับต้นไม้ กับเสา กับคน กับหลวงตา กับเณร กับลูกศิษย์ หลายชุด มีทั้งตะปูขนาดใหญ่ กระดูก เส้นผม ก้อนอิฐก้อนหิน ฯลฯ ต่างบาดเจ็บไปตามๆกัน เมื่อเล่าไปถึงตอนนี้ ลูกศิษย์ของท่านต่างพูดกับผมว่า ทำไมพวกเขาไม่เจอลูกแก้ว เพ็ชรนาคา และพระพุทธรูปเสด็จเหมือนด็อกเตอร์หนอ มีแต่อะไรก็ไม่รู้ พูดไปก็หัวเราะกันไป หลวงตาเล่าต่อไปว่า บางครั้งท่านได้ยินเสียงสวดเป็นภาษาเขมรและเห็นอักษรธรรมวิ่งเข้ามาเป็นระยะๆ ท่านจึงโต้ตอบกลับไปด้วยบทสวดธรรมจักรฯ สู้กันไป บางครั้งท่านเหนื่อยจนแทบหายใจไม่ทัน เพราะฝ่ายตรงข้ามมีกันหลายคน ท่านจึงขอให้โยมช่วยกันสวดต่อท่านขอหยุดพักหายใจก่อน แต่สุดท้ายด้วยอำนาจธรรมของท่านจึงทำให้พวกมารพ่ายแพ้กลับไป

ณ ปัจจุบัน ท่านจึงกลายเป็นผู้ทำหน้าที่ปราบมาร ควบคู่ไปกับการสร้างพระ สร้างวัด และคอยช่วยเหลือผู้คนที่โดนเล่นงานด้วยไสยศาสตร์มนต์ดำ รวมทั้งโดนผีสิง โดนวิญญาณร้ายและอาถรรพ์ต่างๆ และที่แปลกและพึ่งได้ยินก็คือ มีชายคนหนึ่งโดนของของพวกอิสลามอาการหนักมาก ซึ่งกำลังนอนรักษาอยู่บนศาลานี้ด้วย ตอนเช้าผมก็เห็นผู้หญิงโดนวิญญาณร้ายมาให้ท่านช่วยรักษา ผมเห็นการบำเพ็ญของท่านแล้วก็ได้แต่อนุโมทนา เฮ้อ ทำไมมันมีแต่ความทุกข์กันมากมายนักหนา มนุษย์เอ๋ย เทวดาเอ้ย วิญญาณเอย ทำไมถึงวุ่นวายกันนักหนาหนอ แทนที่พระคุณเจ้าท่านจะได้มีเวลาไปบำเพ็ญภาวนาเพื่อความหลุดพ้น กลับต้องมาเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ เพราะความเมตตาของพระคุณเจ้าแท้ๆ หลวงตาท่านพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า "เพราะคนบุญ คนภาวนา คนปฏิบัติธรรมมันน้อยลง พวกมารมันจึงมีพละกำลังกันมากขึ้น ขอให้ด็อกเตอร์มาภาวนามาช่วยกันเด้อ" เฮ้อ ผมพูดไม่ออกกับสิ่งเหล่านี้ คงจะมีแต่ความเมตตาในกมลสันดานของผมเท่านั้น ที่จะคอยคุ้มครองตัวผมและผู้อยู่ใกล้ชิด คงไม่มีสิ่งใดเป็นเกาะป้องกันได้ดีเท่ากับคุณธรรมที่มีอยู่ในตัวเราอีกแล้ว ขอให้พวกเราจงช่วยกันเร่งสร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นภายในตัวตนของตัวเองให้ได้ แล้วจักปลอดภัยจากสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายได้เอง แต่หากยังไม่มั่นใจ ก็จงหาวัตถุมงคลทั้งหลายติดกายไว้ ผมเองก็ได้มอบถวายสร้อยประคำเหล็กไพลดำแด่หลวงตาเณรหนึ่งเส้น แต่ท่านจะเก็บรักษาไว้เพื่อมอบให้เณรน้อยในอีกสองปีข้างหน้า (ต้องรอให้อายุถึง 15 ปีก่อน) เพราะหากใช้ตอนนี้มันจะหนักไป (พลังของสร้อยประคำมากนั่นเอง)

ท่านทั้งหลาย นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ผมรับฟังมา แล้วอยากจะถ่ายทอดให้ทุกท่านได้พิจารณา ผมเองเคยลุ่มหลงอยู่กับการร่วงหล่นของลูกแก้ว เพ็ชรนาคา เหล็กไหล พระแก้วมณีโชติ และพระพุทธรูปทั้งทองคำ สัมฤทธิ์ และเนื้อดินหล่นมาทางอากาศมากมาย จนเป็นเรื่องปรกติธรรมดา เพราะผมอยู่กับสิ่งเหล่านี้มาเป็นเวลาร่วม 6 ปีเข้าแล้ว (เป็นความหลงควรละวาง) ซึ่งมันต่างกันลิบลับกับเรื่องของหลวงตาเณร แต่ความมหัศจรรย์หรืออจินไตยนั้น มันคือเรื่องเดียวกัน แต่ต่างกันตรงฝ่ายเทพและฝ่ายมารเท่านั้น เรื่องนี้มันเป็นปัจจัตตัง และนานาจิตตัง จงเป็นผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาท ดั่งที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสั่งสอนไว้ดีแล้ว



ตอนที่ 5 สร้างพระพุทธรูปหลวงพ่อขาวและหลวงพ่อดำนาคปรก 

ตื่นเช้าขึ้นมาในวันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม 2555 ผมจึงได้มีโอกาสออกสำรวจพื้นที่สำนักสงฆ์แสงจันทร์เนรมิตอีกครั้ง ภายในสำนักสงฆ์มีสิ่งที่แสดงถึงบุญบารมีของหลวงตาเณรก็คือ ศาลาหลังปัจจุบันที่ใช้เวลาในการสร้างประมาณ 15 วัน ด้วยความร่วมแรงและงบประมาณของชาวบ้าน สร้างเสร็จเร็วเสมือนเป็นการเนรมิต และเป็นสำนักสงฆ์ใหม่แบบสดซิงๆ (ไม่กี่เดือนมานี้) นอกจากนั้น พระเบื้องบนยังกำหนดให้หลวงตาเณรสร้างพระพุทธรูปนาคปรกจำนวน 9 องค์ 9 แห่ง เพื่อการสร้างบารมีและสืบต่อพระพุทธศาสนา ผมเองได้มีส่วนร่วมในการสร้างพระพุทธรูป(หลวงพ่อขาว) องค์ที่ 6 ที่กำลังปั้นอยู่ในบริเวณสำนักสงฆ์แห่งนี้ ด้วยการบริจาคลูกแก้วพญานาคที่หล่นมาทางอากาศจำนวน 2 ลูก เพื่อทำเป็นดวงตาของพญานาค และที่น่าแปลกเสมือนเป็นการบังเอิญก็คือ การปั้นพระพุทธรูปนาคปรกองค์นี้ไม่มีแบบให้ช่างปั้น แต่หลวงตาเณรให้ช่างใช้สำนึกและพระเบื้องบนดลใจให้ปั้นไปเอง เมื่อผมเห็นผมจึงได้มอบถวายรูปหล่อพญานาคเนื้อสัมฤทธิ์องค์เล็กที่พึ่งได้รับมาจากพระอาจารย์รูปหนึ่ง  ว่ากันว่าได้อัญเชิญมาจากบาตรของหลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดร เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ก่อนเดินทางมาที่นี่ 1 วัน เมื่อทุกคนเห็นแล้ว ต่างตกใจ เพราะมันชั่งเหมือนกันกับที่ช่างกำลังปั้นอยู่เลย ผมจึงมอบไว้ให้เพื่อเป็นแบบในการปั้นต่อไป


 

 
 
 
พญานาคเนื้อสัมฤทธิ์จากบาตรหลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดร (ยังเกินวิสัยที่จะรู้ได้)

 
 
 
 บริเวณสำนักสงฆ์แสงจันทร์เนรมิต และทางเดินจงกรมของหลวงปู่เณร

 


ตอนที่ 6 อภินิหาริย์พระพุทธปฐวีธาตุ  


หลังจากเดินดูบริเวณภายในวัดแล้ว ผมได้รับแจ้งจากคุณนกว่า วันนี้พวกเราต้องเดินทางด่วนข้ามไปที่ประเทศลาว เพื่อไปดูสถานที่สร้างพระพุทธรูปองค์ที่ 9 แบบเร่งด่วนตามความประสงค์ของพระเบื้องบน ความจริงแล้ว ผมทราบจากหลวงตาเณรตั้งแต่เมื่อวานที่เดินทางมาถึงแล้วว่า พระเบื้องบนปรารถนาให้ท่านและผมเดินทางด่วนข้ามไปที่ประเทศลาว และลัดคิวสร้างองค์ที่ 9 ก่อนองค์ที่ 7 และ 8 ที่ยังไม่ได้สร้าง หลวงตาบอกผมประมาณว่า เสมือนพระเบื้องบนจะเร่งให้ท่านและผมสร้างบารมีเพื่อการบางอย่าง ต่อยอดต่อบุญบารมีให้เต็มโดยไว และหลวงตาเณรยังได้พูดต่อกับผมว่า "ด็อกเตอร์ไปนำกันเด้อ ขอบารมีด็อกเตอร์ไปช่วยกันเด้อ"

อย่างไรก็ตาม เมื่อตอนกลางคืน พวกเราได้ทราบว่าคุณฝนซึ่งเป็นภรรยาของคุณวิสุทธิ์ ซึ่งทั้งคู่ทำธุรกิจอยู่ในประเทศลาวมานานร่วม 20 ปี ได้แจ้งว่าจะขอเลื่อนเป็นวันที่ 12 มีนาคม พวกเราก็นิ่งและคิดกันว่าคงไม่ได้ไปประเทศลาวแล้ว เพราะผมจะต้องเดินทางกลับวันที่ 11 มีนาคม แต่พอตอนเช้าวันที่ 11 มีนาคม ขณะที่ผมกำลังเดินสำรวจบริเวณวัดอยู่นั้น คุณนกได้รับโทรศัพท์จากคุณวิสุทธิ์ว่า ให้พวกเราเตรียมตัวโดยด่วนเพราะจะข้ามไปภูเขาควายประเทศลาวในวันนี้ หลวงตาบอกว่า สงสัยพระเบื้องบนต้องการให้ไปจริงๆ แต่มีมารเข้ามาขัดขวางตั้งแต่เมื่อคืน และในตอนเช้าหลวงตาก็เกิดอาการท้องเสียแบบฉับพลัน แต่หลวงตาไม่ถอยบอกให้ทุกคนเตรียมตัวออกเดินทางได้ 

หลังจากหลวงตาฉันภัตตาหาร และพวกเราก็ได้รับประทานอาหารกันแล้ว ก็รีบออกเดินทางเวลาประมาณ 8.30 น. ขณะที่รอการขอใบผ่านแดนที่ด่านฝั่งหนองคาย ผมได้ยื่นสร้อยประคำเหล็กไหลไพลดำและพระพุทธปฐวีธาตุ ให้คุณนกเธอลองสัมผัสบารมี เมื่อเธอรับไปแล้วเธอน้อมจิตอธิษฐาน สักครู่ปรากฏว่า เธอรู้สึกสั่นและร้อนไปทั้งตัว มีอาการกระวนกระวาย ร้อนรนอย่างบอกไม่ถูก เมื่อได้ใบผ่านแดนเรียบร้อยแล้วพวกเราได้ขึ้นรถเตรียมข้ามสะพานมิตรภาพไทยลาว ขณะที่รถจอดรอการตรวจของด่านไทย คุณนกเธอทนไม่ได้จึงรีบลงจากรถมาเปิดประตูหลังที่ผมนั่งอยู่ พร้อมกับขอให้ผมช่วยเธอด้วย ผมบอกให้เธอยื่นมือทั้งสองมา แล้วผมยื่นมือของผมไปวางเหนือมือเธอทั้งสองข้าง พร้อมกับบอกกล่าวขอขมาต่อพ่อแม่ครูอาจารย์และเทวดาผู้ดูแลพระพุทธปฐวีธาตุ พร้อมกับถ่ายเทพลังเย็นไปสู่ภายในของเธอ สักพักอาการของเธอก็เย็นขึ้น รู้สึกสบายตัวเสมือนได้รับพลังใหม่ เป็นอันว่า เธอยิ้มพร้อมกับอาการปีติที่ได้รับรู้พลานุภาพอันหาที่สุดมิได้ ซึ่งเธอก็บอกว่า นกขอขมาต่อท่านแล้วจึงได้อธิษฐานขอชื่นชม ผมก็บอกเธอด้วยความเมตตาว่า พระท่านสื่อให้ดูเฉยๆ ท่านก็มิได้มีเจตนาให้เราตกใจหรอก อนุโมทนาด้วยนะ มีบุญแล้วหละถึงสามารถสัมผัสท่านได้

 

 
สร้อยประคำเหล็กไหลไพลดำและพระพุทธปฐวีธาตุ ที่แสดงอภินิหาริย์  

 
 
ตอนที่ 7 ข้ามฝั่งสู่เขตภูเขาควาย ประเทศลาว


เมื่อข้ามสะพานไปถึงฝั่งประเทศลาวแล้ว พวกเราได้รอพิธีการตรวจคนเข้าเมืองของลาวนานพอสมควร หลังจากนั้น จึงรีบออกเดินทางสู่เมืองหลวงกำแพงเวียงจันทน์ทันที ด้วยรถยนต์โฟวีลของคุณวิสุทธิ์ คณะของพวกเรามีทั้งหมด 8 คน เมื่อถึงกำแพงเวียงจันทน์แล้ว พวกเราได้แวะเพื่อให้คุณฝนไปเอารถยนต์ของพี่สะใภ้อีกคัน แล้วให้ขับตามไป เพื่อจะได้สะดวกในการเดินทาง อย่างไรก็ตาม การเดินทางของพวกเราในครั้งนี้ ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นข้างหน้าบ้าง หลวงตาบอกผมว่า "ด็อกเตอร์ช่วยภาวนาให้ผ่านตลอดเด้อ"เมื่อคณะของพวกเราไปถึงสะพานข้ามแม่น้ำงึมตรงด่านเก็บเงินผ่านทาง พวกเราได้แวะจอดข้างแพริมแม่น้ำงึม เพื่อรอรถที่คุณฝนขับตามมานานเกือบชั่วโมง โทรศัพท์ก็ไม่สามารถติดต่อได้ คณะพวกเราไม่รู้จะทำอย่างไร หลวงตาเณรท่านจึงได้จุดธูปบอกกล่าวองค์ปู่พรหมจักรผู้ดูแลดินแดนฝั่งประเทศลาว พร้อมกันนั้นคุณนกเธอได้เดินมาบอกผมว่า "ด็อกเตอร์ช่วยอธิษฐานจิตขอบารมีให้พวกเราไปสะดวกด้วยนะค่ะ"เมื่อไม่สามารถติดต่อได้ พวกเราลงความเห็นว่าต้องเสี่ยงเดินทางไปก่อนคุณฝน เมื่อรถมาถึงด่านเก็บเงิน ปรากฏว่ารถยนต์ของคุณฝนวิ่งมาต่อท้ายอย่างพอดิบพอดี ชั่งบังเอิญอะไรขนาดนี้ เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องสนทนากันเกือบตลอดเส้นทาง และการเดินทางเพื่อแสวงบุญของพวกเราในครั้งนี้ ก็เป็นไปด้วยความสะดวกและราบรื่นทุกประการ เนื่องด้วยบารมีของหลวงปู่ใหญ่และพระเบื้องบนประทานมาให้ 


 

 
ดร.นนต์ คุณนก คุณณี แวะซื้อข้าวจี่ฝรั่งที่ตลาดกำแพงเวียงจันทน์  
 


คุณหนุ่ม พี่สะไภ้ชาวลาวของคุณวิสุทธิ์ และคุณณี

คณะของพวกเราเดินทางผ่านเส้นทางภูเขาควายอันเลื่องชื่อ ถ้าหากใครได้อ่านประวัติของพระอรหันต์ ตั้งแต่หลวงปู่มั่น พระอาจารย์เสาร์และสานุศิษย์ มักจะพบว่า เป็นดินแดนที่พ่อแม่ครูอาจารย์ท่องจาริกธุดงค์ผ่านเส้นทางอาถรรพ์นี้ทั้งนั้น ผมเองเคยปรารถนาอยากจะเดินทางตามรอยเส้นทางของครูอาจารย์มานานแล้ว วันนี้ก็ได้แต่นึกปลื้มปีติอยู่ในใจ ที่ได้เดินทางมาราวกับปาฏิหาริย์ เพราะไม่เคยนึก ไม่เคยอยู่ในโปรแกรมอะไรทั้งสิ้น พวกเราขับรถแล่นผ่านบริเวณถ้ำแห่งหนึ่งที่หลวงปู่เณรบอกว่า เป็นถ้ำที่หลวงปู่ใหญ่พำนักอยู่ และผมก็เคยอ่านเรื่องราวลูกศิษย์สายหลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดรว่า หลายๆท่านได้มาเรียนวิชากับคณะของหลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดร ณ ถ้ำแห่งนี้ ว่ากันว่า เส้นทางที่จะเข้าถ้ำแห่งนี้ได้ก็คือ 1. ดำน้ำรอดถ้ำเข้าไปไกลมาก 2. เข้าทางด้านบนถ้ำน่าจะลำบากมากที่สุด 3. เข้าไปด้วยอภินิหาริย์ หลวงตาเณรบอกกับผมว่า ท่านก็อยากจะเข้าไปในถ้ำนี้ แต่คงจะสร้างพระองค์ที่ 9 ที่ภูเขาควายให้แล้วเสร็จก่อน จึงจะสามารถเข้าไปได้ พวกเรามีกำหนดการจะเดินทางไปที่ลาวอีกครั้ง และจะแวะไปชมถ้ำแห่งนี้ในวันที่ 30, 31 มีนาคม และ 1 เมษายน 2555 นี้

คณะของพวกเราเดินทางมาถึงวัดสันติธรรม พระบาทด่านเพย แขวงเวียงจันทน์ ที่อยู่ห่างจากกำแพงเวียงจันทน์ประมาณ 80 กิโลเมตร วัดแห่งนี้ตั้งอยู่เชิงภูเขาควายด้านทิศเหนือ เมื่อคณะพวกเรามาถึงก็ได้พบกับแม่ชีรูปหนึ่งที่เป็นผู้ดูแลวัดทั้งหมด วัดนี้ไม่มีพระสงฆ์อยู่เลยเนื่องจากสู้ภูมิที่นี่ไม่ได้ หากไม่ใช่พระนักปฏิบัติ แม่ชีท่านออกมารับหลวงตาและคณะของพวกเรา ท่านได้เชิญไปที่ศาลาหลังใน ก็ได้พบกับครูบาลาวองค์หนึ่งที่มารออยู่แล้ว ครูบาองค์นี้ท่านเคยมาที่สำนักสงฆ์แสงจันทร์เนรมิตเมื่อไม่นาน วันนี้ปรากฏว่า ท่านเกิดอาการกระวนกระวายร้อนรน พอทราบว่าหลวงตาจะมาที่ลาว ท่านจึงได้มารอพร้อมกับบอกว่า พญานาคตามท่านมาจากหนองคายมาอยู่ด้วย ผมสังเกตดูท่าน เห็นมีอาการแปลกดวงตาแดงกล่ำคล้ายตาพญานาค หลังจากนั้นผมได้เดินไปที่วิหารหลังหนึ่ง ซึ่งภายในมีรอยพระพุทธบาทโบราณตั้งแต่เมื่อครั้งพุทธกาลสวยงามมาก นอกจากนั้น ภายในพระวิหารยังมีพระพุทธรูปเสี่ยงทายอยู่องค์หนึ่ง ผมก็เลยถือโอกาสเสี่ยงทายเรื่องเดียวกันกับเมื่อครั้งอยู่วัดหลวงพ่อพระใสเมื่อวันก่อน ปรากฏว่าผลของการเสี่ยงทายตรงกัน เมื่ออธิษฐานจิตว่า หากสำเร็จ...ในภพในชาตินี้ ขอให้พระมีน้ำหนักมาก ก็ปรากฏพระหนักมาก เมื่ออธิษฐานว่า หากสำเร็จขอให้พระมีน้ำหนักเบา ปรากฏว่า พระมีน้ำหนักเบาหวิวลอยละลิ่วขึ้นเหนือศรีษะจนสุดแขน

 

 
 

พระพุทธรูปเสี่ยงทาย  

 
ต่อมา คณะของพวกเราได้เดินไปดูบริเวณที่กำลังก่อสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา ที่อยู่บนเนินเขาตรงข้ามวิหาร ต้องเดินข้ามสะพานไป และเดินสำรวจดูบริเวณที่จะสร้างพระพุทธรูปองค์ที่ 9 เพื่อให้เสร็จพิธีฉลองในวันที่ 31 มีนาคม 2555 ที่กำลังจะมาถึงแบบเร่งด่วนมากๆ หลวงตาเณรและแม่ชีจึงตกลงเลือกเอาบริเวณปากถ้ำพญานาคที่อยู่ต่ำลงมา ในลำธารที่ไหลผ่านตรงกลางวัด แม่ชีรูปนี้ว่ากันว่า ท่านมีดีพอสมควรจึงอยู่ที่วัดแห่งนี้ได้ ภูมิที่นี่น่าจะเป็นภูมิของพระพุทธเจ้า เพราะมีรอยพระพุทธบาท และกำลังสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งผมเองก็จะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปถวายวัดแห่งนี้ในวันที่ 30 มีนาคมนี้เช่นกัน
 


พระธาตุเจดีย์เกศแก้วจุฬามณี เพื่อบรรจุพระบรมสารีริธาตุที่กำลังก่อสร้าง  

 
 
 
มองจากเนินพระเจดีย์เห็นวัดอยู่ด้านล่าง   
 
 
ต่อมาผมได้รับทราบจากชาวลาวที่มาช่วยแม่ชีที่วัดแห่งนี้ว่า ใกล้ๆกับบริเวณที่สร้างเจดีย์นี้ (500 เมตร) ยังมีรอยพระพุทธบาทอีกสี่รอย ผมจึงถือโอกาสขออนุญาตไปดูทันที รอยพระพุทธบาทแห่งนี้ หากดูผิวเผินจะไม่ทราบว่าเป็นอะไร แต่จากคำบอกเล่าของโยมบอกว่า แม่ชีท่านนิมิตเห็นจึงได้มาพบ แต่ผู้คนทั่วไปยังไม่ทราบ ผมจึงบอกทุกคนว่า หากอยากได้บุญมาก วันที่ 30 มีนาคมที่จะถึงนี้ ให้มาช่วยกันเอาดินออกและทำความสะอาด คงจะเห็นชัดเจนขึ้น ส่วนเวลาหน้าฝนน่าจะมีน้ำไหลท่วมจนมองไม่เห็น

 
 
 
 
 
รอยพระพุทธบาทสองรอยอยู่ติดกัน สูงขึ้นไปพบในน้ำอีกหนึ่งรอย และรอยใหญ่อยู่ด้านบนอีกหนึ่งรอย


 

เมื่อดูรอยพระพุทธบาทเสร็จแล้ว พวกเราย้อนกลับมาที่วัดเพื่อรับประทานอาหารที่พี่น้องชาวลาวได้เตรียมไว้ให้ หลังจากรับประทานเสร็จแล้ว มีสตรีท่านหนึ่งเป็นโรคมารมีน้ำบวมทั้งตัว ไปหาหมอ หมอไม่สามารถรักษาได้ เธอทรมานมาก แต่เธอก็มาต้อนรับคณะของพวกเรา มีโยมสตรีท่านหนึ่งเดินมาที่ผมแล้วบอกว่า "อาจารย์ซอยเพิ่นแน บ่ฮู้เป็นอีหยัง ซอยเพิ่นแนเด้อ" ตอนแรกผมพิจารณาแล้ว คงเป็นโรคกรรมแน่ๆ แล้วผมจะช่วยเธออย่างไรหนอ ผมไม่อยากยุ่งเรื่องของเจ้ากรรมนายเวรนี้เลย เธอนั่งมองผมด้วยอาการที่เศร้าและรอความหวังอะไรสักอย่าง ผมพิจารณาเห็นความทุกข์ของเธอชั่งมากมายเหลือเกิน ในจิตตอนแรกบอกว่าจะไม่ยุ่ง แต่ไม่นานจิตที่เมตตาของผมมันกลับบังเกิดขึ้นจากหัวจิตหัวใจอันบริสุทธิ์อย่างฉับพลัน ผมจึงเดินไปที่เธอ แล้วบอกเธอว่า ผมจะช่วยสงเคราะห์เธอนะ ยื่นมือทั้งสองมาซิ แล้วผมจึงยื่นมือทั้งสองของผมวางอยู่เหนือฝ่ามือของเธอเล็กน้อย พร้อมกับอาราธนาพระเบื้องบนตามวิธีของผม ขอเจรจากับเจ้ากรรมนายเวรของเธอว่า สิ่งที่ผ่านมาแล้วล้วนทำให้เกิดความทุกข์ทั้งสองฝ่าย ความอาฆาตแค้นนั้นมันทำให้ทุกข์แสนสาหัส กรรมที่เธอได้กระทำลงไปแล้วไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ ก็สมควรได้รับกรรมอยู่ แต่บัดนี้เธอก็กำลังได้รับกรรมแล้ว ขอท่านจงโปรดอโหสิกรรมเถิด ให้น้อมระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระอริยสงฆ์เป็นที่ตั้ง พร้อมกับกล่าวอโหสิกรรมเถิด แล้วท่านจักพ้นทุกข์ไปสู่ภพภูมิที่สูงขึ้น ผมได้แผ่เมตตาพร้อมกับอัญเชิญพลานุภาพทั้งหลายด้วยหัวจิตหัวใจที่บริสุทธิ์ของผม พร้อมกับถ่ายเทพลังเข้าสู่ร่างกายของเธอประมาณ 5 นาที เป็นอันเสร็จพิธี หลังจากเสร็จสิ้นลงผมถามเธอว่า รู้สึกเช่นไร เธอระล่ำระลักออกมาพร้อมน้ำตาว่า รู้สึกดีมีพลังอันอบอุ่นวิ่งไปทั่วกายของเธอ ผมจึงบอกเธอว่า มาภาวนาและช่วยเหลือทางวัดนะ เอาธรรมภาวนาเป็นโอสถนะ อุทิศบุญกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรด้วยการภาวนานะ เพราะผมบอกเจ้ากรรมนายเวรไว้แบบนั้น เธอยกมือไหว้ผมหลายครั้ง (ความจริงผมไม่เห็นเจ้ากรรมนายเวรหรอก แต่รู้สึกว่ามีคลื่นบางอย่างสื่อกลับมา) 

ท่านทั้งหลาย หัวจิตหัวใจแห่งความเมตตาอันบริสุทธิ์นั้น มันชั่งมีพลานุภาพอันยิ่งใหญ่ ที่ผมไม่สามารถที่จะอธิบายออกมาเป็นตัวอักษรได้ แม้จะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยการให้กำลังใจคนที่กำลังอยู่ในความทุกข์แสนสาหัสนั้น ก็นับเป็นกุศลที่ประเสริฐแล้ว ผมได้กระทำลงไปแล้ว แม้จะเสี่ยงต่อการถูกอาฆาตของเจ้ากรรมนายเวรของผู้อื่น แต่จิตอันเมตตานั้น มันลืมเรื่องนี้ไปทันที นี่คือประสบการณ์ที่สำคัญที่สุดในการบำเพ็ญของผม จริตของผมมันก็เป็นอย่างนี้ และตลอดไป

พวกเราเดินทางกลับถึงหนองคายประมาณเกือบหนึ่งทุ่ม ผม คุณหนุ่ม และคุณณี ขอแยกกลับโคราชที่ด่านเข้าเมืองหนองคาย กลับถึงโคราชประมาณเกือบตีหนึ่ง ตื่นเช้ามาต่างคนต่างกลับไปทำงานเช่นเคย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่านทั้งหลาย เมื่อท่านอ่านจบลงแล้ว ท่านคิดอย่างไร หากเกิดประโยชน์อยู่บ้าง ผมก็ขออนุโมทนา แต่หากเป็นเรื่องที่ไร้สาระ ก็ขอให้ท่านวางเฉยเสีย นึกเสียว่าเป็นการอ่านนิยายเรื่องหนึ่งก็พอนะครับ ส่วนผมก็ได้ทำหน้าที่ในเรื่องนี้จบลงอย่างบริบูรณ์แล้ว ก็ขอให้ทุกท่านจงมีความสุขความเจริญทุกท่านเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
17 มีนาคม 2555
 

วาระบุญและอจินไตยเหนือดินแดนประเทศลาว (ภาคสอง)

บันทึกเรื่องราวระหว่างวันที่ 30, 31 มีนาคม และ 1 เมษายน 2555 
บันทึกจากประสบการณ์จริง แต่ความจริงแท้ทั้งหมดนั้นเกินวิสัยของผม 
 จึงโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน



ตอนที่ 1 บุพบท

เรื่องราวของการแสวงบุญ ณ เขตภูเขาควาย ประเทศลาว ที่เกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 30, 31 มีนาคม และ 1 เมษายน 2555 ในครั้งนี้ จึงเป็นวาระต่อเนื่องจากเมื่อครั้งที่เคยไปมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2555 ที่ผ่านมา ดังที่ได้นำเสนอในบทความเรื่อง "เส้นทางบุญจากโคราช หนองคาย สู่เขตภูเขาควายประเทศลาว" มาแล้ว

การเดินทางในครั้งนี้ เริ่มขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 29 มีนาคม 2555 ผมพร้อมทั้งคุณหนุ่ม (ผอ.ชยุต) และคุณปพน (ลูกน้อง ผอ.หนุ่ม) ได้ออกเดินทางจากโคราชราวบ่ายสามโมง มุ่งหน้าสู่สำนักสงฆ์แสงจันทร์เนรมิต อำเภอเมือง หนองคาย เพื่อไปพักค้างคืนที่นั่น พวกเราอาศัยรถยนต์ Camry พาหนะบุญของคุณหนุ่มในการเดินทางเช่นเคย เมื่อเลยเขตจังหวัดขอนแก่นเล็กน้อย ผมเองได้ถือโอกาสนั่งภาวนาไปด้วย ปรากฏว่า ขณะที่รถแล่นมาเกือบถึงจังหวัดอุดรธานี มีพลังบางอย่างสื่อมาที่ผม พอรถแวะที่ปั้มน้ำมันก่อนเข้าตัวเมืองอุดร ผมจึงเล่าให้คุณหนุ่มและคุณปพนฟัง ซึ่งทั้งสองคนก็รู้สึกแปลกถึงพลังนั้นเช่นกัน พอรถเคลื่อนออกจากปั้มน้ำมันได้เพียงเล็กน้อย คุณติ๊กที่อยุธยาก็ได้โทรเข้ามาหาผม พร้อมกับเอ่ยว่า "ที่ติ๊กเรียนเชิญท่านด็อกเตอร์ไว้ กรุณาช่วยสงเคราะห์แผ่จิตมาในพิธีปลดปล่อยดวงวิญญาณที่หน้าวัดมงคลบพิตรที่อยุธยา ด้วยนะคะ" ผมเองยังจำได้ว่า ได้รับปากคุณติ๊กไว้แล้วว่า ในวันที่ 30 มีนาคม 2555 เธอและคณะจะได้ทำพิธีในช่วงหกโมงเย็น ซึ่งเธอได้เชิญให้ผมไปร่วมในพิธีดังกล่าวด้วย แต่ผมติดภาระกิจบุญที่ประเทศลาว ขณะที่คุยกันอยู่นั้น เธอขอให้ผมสนทนากับคุณวันนรบ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มนักรบแห่งกรุงศรีอยุธยา ผู้เป็นตัวหลักในการจัดงานครั้งนี้ คุณวันนรบพูดย้ำเพื่อขอให้ผมช่วยสงเคราะห์.....ที่อยุธยาให้อีกครั้ง ผมจึงรับปากท่านไป (ความจริงไม่รู้หรอกว่าจะช่วยอะไรได้หรือไม่) และในขณะที่คุยกันอยู่นั้น คุณวันนรบได้บอกผมว่า มีปู่ศรีทนซึ่งเป็นพญานาคที่คอยดูแลปู่ใหญ่ในเขตภูเขาควาย ประเทศลาว มาต้อนรับผมถึงเมืองไทย แม้ผมไม่รู้ความจริง แต่ก็ได้อนุโมทนาไป

พวกเราเดินทางถึงสำนักสงฆ์แสงจันทร์เนรมิตในราวสองทุ่มกว่าๆ ได้พบกับหลวงตาเณรและคณะญาติธรรมที่จะร่วมเดินทางไปประเทศลาวด้วยประมาณสิบคน เมื่อสนทนากันได้เวลาสมควรแล้ว หลวงตาเณรได้ขอตัวไปภาวนา ส่วนผม คุณหนุ่ม และคุณปพน ได้อาศัยนั่งภาวนาอยู่บนศาลาซึ่งเป็นที่พักเช่นเคย ค่ำคืนนี้ พวกเราก็ยังคงถูกทดสอบด้วยพลังของพวกมนต์ดำที่ส่งวัตถุมาลองของ มีเสียงวัตถุหล่นใส่หลังคาศาลาดังตุ๊บตั๊บอยู่เป็นระยะๆ แต่พวกเราคุ้นเคยเสียแล้ว จึงไม่ได้สนใจ ส่วนแม่ออก(ญาติธรรม) ที่นอนบนศาลาด้วยกันก็เคยผ่านศึกสู้รบกับพวกมารที่ภูลังกามาแล้วจึงเฉย ผมได้นั่งภาวนาเกือบสองชั่วโมงจึงออกจากสมาธิ ปรากฏมีคลื่นพลังบางอย่างสื่อเข้ามา ผมจึงได้แผ่เมตตาและเอ่ยบางอย่างออกไปตามวิถีจิตของผม เมื่อล้มตัวลงนอนผมก็ยังนอนภาวนาอยู่ แต่เสียงวัตถุก็ยิ่งร่วงหล่นใส่หลังคาบริเวณที่ผมนอนดังถี่มากขึ้น จนผมต้องแผ่เมตตาและพิจารณาถึงความทุกข์ของพวกเขา จิตก็บอกว่า เฮ้อคนจะไปเป็นเปรตมันก็เป็นเยี่ยงนี้หนอ ทำไมถึงหลงผิดเช่นนี้นะ แล้วอีกเมื่อไหร่จะพ้นทุกข์กันหนอ เมื่อพิจารณามาถึงตรงนี้ จิตอันเป็นเมตตาของผมก็ผุดขึ้นมาทันที สิ่งใดที่จะแผ่ไปถึงพวกเขาได้ผมก็ได้กระทำไป สุดท้ายก็วางอุเบกขา ปล่อยให้เป็นไปตามวาระกรรมของพวกเขา หลังจากนั้นจึงเงียบหายไป


 
 
พระพุทธรูปหลวงพ่อองค์ขาวนาคปรก สำนักสงฆ์แสงจันทร์เนรมิต



ตื่นเช้าขึ้นมา ผมจึงได้ออกสำรวจบริเวณสำนักสงฆ์อีกครั้ง จึงพบว่าพระพุทธรูปนาคปรกหลวงพ่อองค์ขาว ได้สร้างใกล้เสร็จแล้ว ยังคงเหลือการเก็บรายละเอียดอีกเล็กน้อย พระองค์นี้ใช้เวลาไม่ถึงเดือนก็แล้วเสร็จ จึงเป็นพระองค์แรกที่ผมได้มีส่วนร่วมในการสร้างกับหลวงตาเณร (แต่เป็นองค์ที่หกของหลวงตาเณร) หลังจากหลวงตาเณรฉันจังหันและพวกเราก็ได้รับประทานอาหารเช้าแล้ว จึงได้มุ่งหน้าสู่ประเทศลาวผ่านสะพานมิตรภาพไทยลาวต่อไป

ตอนที่ 2 ข้ามฝั่งแม่น้ำโขงสู่เขตภูเขาควาย ประเทศลาว

คณะของพวกเราเดินทางข้ามฝั่งไปยังภูเขาควาย ประเทศลาว ด้วยรถยนต์ส่วนตัวสองคัน และรถตู้เหมาของลาวอีก 1 คัน มีผู้ร่วมเดินทางประมาณยี่สิบกว่าคน ใช้เวลาในการเดินทางราวๆ 3 ชั่วโมงก็ถึงที่หมายคือ วัดสันติธรรม พระบาทด่านเพย แขวงเวียงจันทน์ วันนี้ ที่วัดดูคึกคักไปด้วยประชาชนชาวลาว เนื่องจากเป็นวันเริ่มต้นการเฉลิมฉลองพระธาตุเจดีย์เกศแก้วจุฬามณี ซึ่งเป็นพระธาตุองค์แรกที่สร้างขึ้นในรอบ 80 ปี ของประเทศลาว ด้วยบารมีของแม่ชีน้อย ซึ่งว่ากันว่า บริเวณแห่งนี้เป็นแดนพุทธภูมิ และเป็นแดนของผู้หญิง เป็นเมืองบังบด ดังนั้นพระสงฆ์หรือผู้ชายจึงไม่สามารถมาสร้างบารมีในดินแดนแห่งนี้ได้ ซึ่งก็เป็นจริงเช่นนั้น เพราะวัดนี้พระสงฆ์อยู่ได้ไม่นาน ปัจจุบันจึงเหลือแม่ชีน้อยรูปเดียวเท่านั้น ที่ดูแลพร้อมทั้งนำสร้างพระธาตุเจดีย์องค์นี้ทั้งหมด




 
ป้ายโฆษณาข่าวบุญสมโภชน์พระธาตุเจดีย์เกศแก้วจุฬามณี



ตอนที่ 3 ความมหัศจรรย์ของหลวงพ่อองค์ดำ

พระพุทธรูปองค์ดำ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่หลวงตาเณรและลูกศิษย์ได้ร่วมกันสร้างตามที่หลวงปู่ใหญ่บัญชาลงมา พระพุทธรูปองค์นี้เป็นองค์ที่ 9 ที่สร้างก่อนองค์ที่ 7-8 เพื่อลัดคิวตามที่หลวงปู่ใหญ่บอก พวกเราจึงได้เดินทางไปดูสถานที่ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2555 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งได้ดำเนินการสร้างประมาณสิบกว่าวันก็แล้วเสร็จ เพื่อให้ทันพิธีเฉลิมฉลองพระธาตุเจดีย์ในคราวเดียวกัน ยังคงเหลือส่วนฐานและนาคปรกที่ยังไม่เรียบร้อย คาดว่าจะสร้างมาประกอบในภายหลัง

วันแรกที่พวกเรามาถึงและกำลังยืนดูพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ ปรากฏมีเม็ดฝนโปรยปรายมาเป็นสายกินบริเวณรอบพระพุทธรูปประมาณสิบกว่าเมตร ท่ามกลางแสงแดดจ้า เมื่อเดินออกนอกบริเวณก็ไม่มีเม็ดฝนแต่อย่างใด ช่างผู้สร้างพระบอกว่า จะมีเม็ดฝนโปรยลงมาแทบตลอดเวลา ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น เพราะตลอดเวลาสามวันที่พวกเราอยู่ที่นั้น จะปรากฏมีเม็ดฝนโปรยลงมาตลอดเวลา ซึ่งปู่ศรีสุทโธได้ลงมาบอกทุกคนหลังจากพวกเราสวดมนต์ภาวนาอยู่หน้าพระพุทธรูปในช่วงกลางคืนว่า พญานาคเขามาพ่นน้ำถวายพระพุทธรูปองค์ดำ ใครอยากพิสูจน์จะต้องเดินทางไปที่ประเทศลาวด้วยตัวเองนะครับ

ในช่วงบ่ายของวันแรกที่พวกเราเดินทางไปถึง ได้พบพระพุทธรูปพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ที่อยู่ใกล้กับพระองค์ดำ อยู่ในสภาพที่เก่า คณะพวกเราจึงมีดำริที่จะซ่อมแซมด้วยการทาสีใหม่ เพื่อให้ทันในพิธีเฉลิมฉลองในคราเดียวกันด้วย คุณพี่แสงสตรีผู้ใจบุญ ซึ่งเป็นผู้อุปฐากหลวงปู่เณร ได้ดำเนินการจัดหาสีและช่วยกันทำความสะอาดและทาสีใหม่ร่วมกันกับญาติธรรม งานนี้สำเร็จด้วยผู้หญิงสมกับเป็นเมืองของผู้หญิง ก็ขออนุโมทนาด้วยนะครับ


 

 
หลวงพ่อองค์ดำ
 
 
 
แม่ออกชาวไทยช่วยกันทำความสะอาดและทาสีพระพุทธเจ้าห้าพระองค์

 

ตอนที่ 4 มหันตภัยในอีกสองร้อยกว่าวันก็จะรู้กัน

ในช่วงกลางคืนของวันที่ 30 มีนาคม 2555 หลังจากพวกเราสวดมนต์ภาวนาเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่า มีปู่ศรีสุทโธลงมาสื่อผ่านร่างสตรีท่านหนึ่ง ท่านได้พูดคุยหลายเรื่องทั้งเรื่อง การสร้างพระพุทธรูปทั้ง 9 องค์ วันนี้พวกยักษ์ที่อยู่แถบภูเขาควาย เขาอยากให้หลวงตาเณรช่วยสร้างให้พวกเขาด้วย แต่หลวงตาเณรยังไม่รับปาก ต่อมาในช่วงหนึ่ง ปู่ศรีสุทโธบอกว่า อีกสองร้อยกว่าวัน จะมีภัยพิบัติเกิดขึ้นร้ายแรงมาก เพราะมนุษย์สร้างกรรมไว้มาก เป็นการล้าง.... โดยเฉพาะภาคใต้ที่มีการฆ่าพระสงฆ์มาก จะได้รับความเสียหายมาก ทั้งพายุฝน น้ำทะเลคลั่ง สึนามิ แผ่นดินไหว แผ่นดินถล่ม ภาคอื่นๆก็เช่นกัน น้อยมากตามบุญกรรม ส่วนลูกหลานที่สร้างแต่กรรมดีก็จะรอดพ้น หลังจากนั้น ความทุกข์ยากก็จะตามมา....ส่วนรายละเอียดมากกว่านี้ ผมไม่ขอเปิดเผย เพราะอาจทำให้ผู้คนลุ่มหลงหรือแตกตื่น...เพราะความจริงแท้มันยังเกินวิสัยของพวกเรา...โปรดใช้วิจารณญาณเพราะไม่ใช่ญาณของพระอริยเจ้า...(ความจริงได้ปรากฏแล้วว่า มิได้เกิดขึ้นจริงตามที่คำกล่าวอ้างของร่างทรงผู้นั้น เพราะะฉะนั้นอย่าได้ไปหลงเชื่อเหล่าร่างทรงอีกเลย)

 

 

 
 

 




ตอนที่ 5 ค้นหาและบูรณะพระพุทธบาทสี่รอย

ในเช้าของวันที่ 31 มีนาคม 2555 พวกเราได้ร่วมกันปลูกต้นศรีมหาโพธิ์และต้นสาระที่นำไปจากประเทศไทยหลายต้น ขณะที่ทำพิธีปลูกต้นโพธิ์อยู่นั้น ปรากฏมีเม็ดฝนโปรยลงมาเป็นระยะเฉพาะในบริเวณนั้น และมีเม็ดหนึ่งใหญ่มากตกมาที่ไหล่ของผมขณะที่อธิษฐานจิตอยู่ ผมจึงอนุโมทนา

 

 
 
 
 
คณะชาวไทยช่วยกันปลูกต้นศรีมหาโพธิ์ที่นำไปจากประเทศไทยหลายต้น
 


หลังจากได้ปลูกต้นโพธิ์เสร็จแล้ว พวกเราได้เดินทางไปยังบริเวณพระพุทธบาทสี่รอยที่อยู่ห่างจากวัดประมาณ 500-600 เมตร เมื่อไปถึงแล้ว หลวงตาเณรได้จุดธูปบอกกล่าวและนำสวดมนต์เป็นพุทธบูชา พวกเราได้ร่วมกันทำความสะอาดบริเวณนั้นตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึงช่วงบ่ายก็แล้วเสร็จ ตอนแรกรอยพระพุทธบาทเห็นแค่สองรอย อีกสองรอยนั้นทุกคนคิดว่าใช่ แต่เมื่อผมพิจารณาดูอย่างละเอียดแล้วคิดว่าคงไม่ใช่ ผมจึงต้องเดินพิจารณาดูในบริเวณใกล้เคียง จึงพบอีกสองรอยที่ดินกลบอยู่ รวมทั้งรอยเล็กๆอีกสองสามรอย จึงได้ทำการขุดแต่งหน้าดินออก จึงมองเห็นรอยพระพุทธบาทชัดเจนมากขึ้น ส่วนรอยใหญ่ที่คิดว่าเป็นรอยพระพุทธบาทนั้น แท้จริงเป็นบ่อน้ำเป็นดานไห พอขุดเอาดินออกปรากฏน้ำผุดขึ้นมามาก ขณะที่กำลังขุดแต่งกันอยู่นั้น ผมได้ปลีกตัวออกไปยืนภาวนาในป่าใกล้ๆ ก็ได้รับสภาวะบางอย่างเกิดขึ้น ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดเพราะอาจเป็นความหลงของผม ก็ลองชมภาพดูนะครับ ความจริงแท้ทั้งหลายผมไม่ขอรับรอง จึงโปรดใช้วิจารณญาณเอาเองนะครับ

 

 

 

 

 
 
 
มีรูปแผนที่ประเทศไทยนูนขึ้นมาอยู่ใกล้รอยพระพุทธบาท ประหนึ่งเป็นสัญลักษณ์บอกว่า ญาติธรรมชาวไทยจะมาเป็นผู้บูรณะรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ ด้วยบุญเก่าที่เคยบำเพ็ญอยู่บริเวณนี้กระมัง
 
 
 
 
 
 
พระพุทธบาททั้งสี่รอย จริงแท้แค่ไหนยังเกินวิสัยของผม โปรดใช้วิจารณญาณ
 
 
 
 
มีรอยบาทของพระสาวกขนาดเล็กรูปบน และขนาดกลางอีกสองรอย
  


ตอนที่ 6 พิธีสมโภชน์พระธาตุเจดีย์องค์แรกในรอบ 80 ปีของลาว

ก่อนที่พิธีเฉลิมฉลองพระธาตุเจดีย์เกศแก้วจุฬามณีจะมีขึ้นในช่วงหัวค่ำ ในตอนเช้าของวันที่ 31 มีนาคม 2555 แม่ชีน้อยและคณะได้ไปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ที่ได้รับมาจากประเทศอินเดียที่เมืองหลวงพระนครเวียงจันทน์ โดยการแห่ด้วยขบวนรถ มีข้าราชการและผู้ใหญ่ทางการลาวมาร่วมงานหลายท่าน ส่วนผมเองได้นำพระบรมสารีริกธาตุจำนวน 2 ผอบ ไปมอบให้กับแม่ชี ซึ่งท่านได้นำไปบรรจุในพระธาตุเจดีย์รวมกันกับพระบรมสารีริกธาตุที่มาจากประเทศอินเดีย ในเช้าของวันที่ 1 เมษายน 2555 เรียบร้อยแล้ว อนึ่ง ผมและคุณหนุ่มได้ถวายเงินปัจจัยเพื่อร่วมสร้างพระธาตุเจดีย์จำนวนหนึ่ง รวมทั้งคณะของหลวงตาเณรและญาติธรรมก็ได้นำผ้าป่ามาถวายในครั้งนี้ด้วย จึงอนุโมทนาบุญกับทุกท่าน
 
 
 
 
 
 
 

ดร.นนต์ถวายพระบรมสารีริกธาตุและปัจจัยแด่แม่ชีน้อย พร้อมได้ถ่ายภาพร่วมกันกับคณะญาติธรรมจากเมืองไทย
 


 
ต่อมาพิธีเฉลิมฉลองพระธาตุเจดีย์เกศแก้วจุฬามณีในรอบ 80 ปี ของประเทศลาว ได้เริ่มขึ้นในค่ำคืนของวันที่ 31 มีนาคม 2555 โดยมีพิธีสวดมนต์ สลับกับการลำหรือแหล่มงคลทำนองลาว ตลอดทั้งคืน โดยมีทั้งพระสงฆ์ แม่ชี แม่ขาว อุบาสกอุบาสิกา ทั้งจากประชาชนชาวลาว ชาวไทย จำนวนหลายร้อยคน ผมเองหลังจากได้สวดมนต์หน้าพระพุทธรูปหลวงพ่อองค์ดำแล้ว ได้ไปนั่งภาวนาอยู่ด้านหลังของพระเจดีย์ ท่ามกลางเสียงสวดมนต์และการแหล่มงคลสลับกันไป สมาธิมีทั้งสงบบ้าง พิจารณาธรรมบ้าง เหนื่อยก็ล้มตัวลงนอนภาวนา หลับไป ฝันไปเป็นเรื่องเป็นราวตามทำนองการแหล่ ชั่งไพเราะจับใจ และเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานนครเวียงจันทน์ เรื่องราวของพระนางผมหอม เรื่องราวของพระเวสสันดร เรื่องราวของพระนางผุสดี เสมือนกึ่งหลับกึ่งตื่น เสมือนอยู่ในโลกอีกมิติหนึ่ง เสมือนอยู่ในเหตุการณ์ของเรื่องราวเหล่านั้นจริงๆ ชั่งเป็นอะไรที่วิเศษจริงๆ เสียงคนลำก็ชั่งไพเราะ เสียงของพระที่สวดทำนองลาวก็ชั่งไพเราะ โอ้หนอ เสียงแห่งธรรม เสียงแห่งมนต์ แม้จะอยู่ที่แห่งใด ก็ชั่งมีแต่ความปีติสุขจริงหนอ คิดแล้วก็น่าสงสารผู้ที่ยังหลงใหลในกระแสของโลก ทำไมยังลุ่มหลงอะไรกันอยู่หนอ
 
ประมาณตีสี่หรือใกล้สว่างแล้ว ขณะที่ผมนอนหลับอยู่นั้น ก็ต้องสะดุ้งตื่นด้วยเสียงตะไลที่จุดดังขึ้นหลายนัด พร้อมกับเสียงอื้ออึงของผู้คน หรือเสียงสาธุผมก็จำไม่ได้ ผมเองถึงกับต้องตื่นขึ้นมานั่งภาวนาต่อด้วยความปีติในเหตุการณ์ มาทราบเอาตอนหลังว่า มีพระแก้วเสด็จมาทางอากาศ มายังปะรำพิธี 1 องค์ ขนาดเท่าใดผมไม่ทราบเพราะไม่ได้เห็น จึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในค่ำคืนนี้ ความจริงแล้วผมไม่แปลกใจหรอก เพราะผมก็อัญเชิญพระและวัตถุศักดิ์สิทธิ์เสด็จมาทางอากาศอยู่เป็นประจำ แม้แต่พระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่ก็เสด็จมาให้แล้ว จึงได้แต่อนุโมทนา
 

 
 
 

พิธีเฉลิมฉลองหรือชาวลาวเรียกว่า การสมโภชน์พระธาตุเจดีย์เกศแก้วจุฬามณี ซึ่งตั้งชื่อตามที่มาของแม่ชีน้อย
 


ตอนที่ 7 สงเคราะห์สตรีลาวผู้เป็นโรคมาร

ในช่วงเช้าก่อนกลับเมืองไทยของวันที่ 1 เมษายน 2555 สิบเอกอารีได้เดินมาหาผมแล้วบอกว่า "อาจารย์ช่วยไปสงเคราะห์พี่สาวชาวลาวที่อาจารย์เคยช่วยรักษาโรคมารเมื่อคราวที่แล้วด้วยครับ" ผมจึงต้องเดินกลับไปยังบริเวณเจดีย์อีกครั้ง พอไปถึงก็พบกับสตรีชาวลาวผู้ที่ผมเคยช่วยสงเคราะห์อธิษฐานจิตช่วยรักษาโรคมารที่หมอไม่รับรักษาแล้ว ด้วยจิตอันเมตตาเมื่อคราวที่แล้ว (11 มีนาคม 2555) ผมเองก็รักษาไปตามวิถีจิตของผม ผมไม่รู้หรอกว่ามันจะรักษาได้ ก็ทำๆไป เพื่อให้กำลังใจแก่เธอ แต่พอมาวันนี้ เธอเล่าให้ฟังว่า หลังจากผมสงเคราะห์เธอแล้ว เธอเกิดปีติสามารถกินอาหารได้มาก ความเจ็บปวดทรมานลดลง เธอสามารถนอนพลิกกายได้ สามารถนั่งภาวนาได้ ทำตามที่ผมบอก ทุกวันนี้ร่างกายที่บวมไปด้วยน้ำได้ยุบลง ร่างกายมีเนื้อมีเลือดมากขึ้น การกิน การนอน การขับถ่ายดีขึ้น ผมจึงได้สงเคราะห์เธออีกครั้ง หลังจากเสร็จสิ้นลง ผมถามเธอว่า รู้สึกเป็นอย่างไร เธอตอบว่า คราวที่แล้วมีพลังวิ่งเข้าสู่กายเธอมากกว่าครั้งนี้ ผมจึงได้แต่ยิ้มๆ และให้พรเธอ ให้หายไวไวนะ

ท่านทั้งหลาย อย่าเข้าใจผิดว่า ผมเป็นผู้วิเศษที่สามารถรักษาโรคร้ายได้ ผมกระทำไปด้วยจิตอันบริสุทธิ์ ด้วยจิตอันเป็นเมตตา ผมไม่รู้หรอกว่าจะได้ผลจริงๆ แต่ผมกระทำไปเพื่อให้กำลังใจเธอต่างหาก แม้ขณะที่กระทำนั้นจะหมดพลังไปมากก็ตาม แต่เป็นพลังบุญที่เกิดจากจิตอันบริสุทธิ์ ก็นับเป็นกุศลแล้ว ความจริงไม่จริงทั้งหลาย ผมขอทิ้งไว้อยู่เบื้องหลังตลอดไป


ตอนที่ 8 ผู้สร้างบารมีแห่งลาว (แม่ชีน้อย)

หลังจากข้ามฝั่งมาถึงหนองคายในตอนสายของวันที่ 1 เมษายน 2555 ผมได้รับเชิญจากคุณวิสุทธิ์และคุณฝน สองสามีภรรยาผู้ใจบุญ ให้ผมไปเยี่ยมบ้านของพวกเขา เพื่อช่วยจัดห้องพระให้ใหม่ด้วย เมื่อไปถึงบ้านและได้ช่วยจัดห้องพระเสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณวิสุทธิ์ได้นำผอบที่ใส่เส้นเกศาของแม่ชีน้อยมาให้ผมดู ทันทีที่ผมจับผอบนั้น ผมก็ทราบทันทีว่า โอ้แม่ชีรูปนี้ไม่ธรรมดาเสียแล้ว ผมบอกทุกคนไปอย่างนั้น คุณวิสุทธิ์บอกว่า ไม่เคยมีใครทราบเรื่องเลย เคยได้ยินแม่ชีบอกว่า ที่เนปาลมีผู้ขอเกศาของท่านไว้ และเคยได้ยินแม่ชีบอกว่า ท่านบำเพ็ญแบบพระตถาคต ผมจึงสรุปตามเหตุว่า แม่ชีน้อยแห่งวัดสันติธรรม พระบาทด่านเพย แห่งประเทศลาว ท่านบำเพ็ญโพธิญาณเพื่อจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตนั่นเอ
  

สรุปท้ายเรื่อง
 
ท่านทั้งหลาย เรื่องราวที่ผมได้เขียนไปทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องจริงที่พบเจอมา แต่ความจริงแท้ทั้งหมด มันยังเกินวิสัยของผมที่จะรู้แจ้งได้ ขอให้ท่านอ่านแบบวางใจไว้กลางๆ ค่อยๆพิจารณาตามไปว่า ส่วนไหนเป็นความจริงได้บ้าง ส่วนใดยังเป็นเรื่องที่น่าสงสัย ข้อความใดต้องพิจารณา ข้อใดไม่สามารถเป็นความจริงได้ ขอให้ใช้ปัญญาพิจารณาทั้งความจริงและไม่จริง เป็นอุบายธรรม แล้วท่านจะได้ประโยชน์จากการอ่านเรื่องราวเหล่านี้

ถ้อยแถลงปิดท้ายของ ดร.นนต์

ความจริงแล้ว ทุกเรื่องทุกข้อความทั้งหลาย ที่ผมได้เขียนมาทั้งหมดในพื้นที่ของเว็บไซต์ ตั้งแต่เริ่มแรกเข้ามาจนกระทั่งถึงเวลา ณ ปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่มากกว่าครึ่ง เป็นการเขียนที่เต็มไปด้วยความหลง อาทิ หลงในการภาวนา หลงในการทดลองทางจิตสารพัน หลงในญาณสัมผัส(อันมีเล็กน้อย) หลงในบุญบารมี หลงในวัตถุศักดิ์สิทธิ์ หลงในอภินิหาริย์ หลงในองค์เทพ หลงในการแสดงธรรม หลงในอดีต หลงในปัจจุบัน หลงในอนาคต และสารพันความหลง

บัดนี้ ผมได้ย้อนกลับมาพิจารณาถึงความหลงต่างๆที่ผ่านมา มันช่างมากมายอะไรเสียขนาดนี้ ไม่แปลกใจหรอก ทำไมการภาวนาถึงไม่ก้าวหน้าสักที เมื่อผมได้ออกธุดงค์กับพระอรหันต์เจ้ารูปหนึ่งไปทางภาคเหนือมาแล้ว ผมจึงค้นพบวิถีจิตของตัวเอง อันได้แก่ สติระลึกรู้ในปัจจุบัน อันจะนำไปสู่ปัญญาญาณที่เริ่มจะส่องแสงขึ้นมาบ้างแล้ว ในอีกไม่นาน ผมจะละวางบทบาทและข้อเขียนลงจากพื้นที่เว็บบอร์ดทั้งหลาย เพื่อเข้าสู่ความสงบ เพื่อเข้าสู่ความเพียรในการภาวนาให้ถึงที่สุดแห่งธรรม ผมจึงขอแจ้งท่านทั้งหลายไว้ล่วงหน้า และขออโหสิกรรมหากข้อเขียนทั้งหลายที่ผมได้กระทำมาทั้งหมด หากทำให้ทุกท่านเกิดความหลงตาม และหากมีส่วนใดพอมีประโยชน์อยู่บ้าง ผมก็ขออนุโมทนานะครับ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
12 เมษายน 2555



นิราศหนองคาย ๒๕๕๖ "สภาวธรรมตามนิมิต"
.........................................................................................................



๑๖-๑๗ พฤศจิกาพาไปถึง
ที่แห่งหนึ่งซึ่งผูกพันมาก่อนหนา
ไปตามสัจจะที่เอ่ยสัญญา
ว่าผู้ข้ามาสร้างบุญบารมี
เมื่อคืนก่อนเธอผู้อยู่ในโลกทิพย์
มากระซิบเป็นนัยจิตวิถี
ว่าข้าบาทคือนางนาคี
สถิตอยู่ที่บ่อน้ำโบราณ


พอรุ่งเช้ามีบุรุษโทรมาหา
ว่าหลวงตา(เณร)ผู้เคร่งกัมมัฏฐาน
ขอแรงบุญบารมีของอาจารย์
มาอธิษฐานช่วยกันอีกครา
ปีก่อนพากันไปภูเขาควาย
บากบั่นกันไปตามปรารถนา
สร้างพระพุทธรูปไว้บูชา
ณ แผ่นพสุธาประเทศลาว


ปีนี้ หลวงตาสร้างพระองค์ใหญ่
ประดิษฐานไว้ข้างพระองค์ขาว
นับเป็นองค์ที่สิบต่อจากลาว
บนปฐพีชาวเมืองหนองคาย
จึ่งนำพระบรมสารีริกธาตุ
แลวัตถุธาตุไปบรรจุไว้
เพื่อสืบพุทธศาสนาต่อไป
ประกาศไว้แผ่นดินนี้มีธรรม


ราตรีก่อนวันลอยกระทงปีนี้
มีพิธีสมโภชตั้งแต่หัวค่ำ
กวนข้าวทิพย์ด้วยสาวพรหมจรรย์
จุดตะไลคั่นกันตามประเพณี
มุมหนึ่งมีเทพแฝงร่างสังขาร
แผ่ญาณผ่านร่างสตรีผิวสี
ใครจะให้ช่วยรีบมาอย่ารอรี
ปู่ตาเจ้านี้มาจากฝั่งลาว


โอ้หนอ เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์
ชั่งแสนทุกข์สุดแท้จริงหนอท้าว
มีความสุขบ้างก็แสนชั่วคราว
เธอท้าวก้าวไปในวงพิธี
หนุ่มนี้สาวนั่นคลานเข้าไปหา
ขอปู่ตาปลดทุกข์ที่เป็นอยู่นี้
ปู่ตาบอกสารพัดวิธี
คราวนี้คงหายแน่กันทุกคน


อีกมุมหนึ่ง บุรุษผู้ยังโง่เขลา
พิจารณาเข้าในความสับสน
เห็นความสุขทุกข์ทั้งเทพทั้งคน
ปะปนอลหม่านทั้งเขาทั้งเรา
มนุษย์สุขทุกข์ก็แบบมนุษย์
เทวดาสุขทุกข์ก็แบบเขา
สัตว์โลกล้วนมีทุกข์ไม่สร่างเซา
มีสุขใดเล่าที่เจ้าว่ามี


เราผู้โง่เขลาภาวนาเพียรพร่ำ
ยังบอกย้ำตัวเองว่าทุกข์อีหลี
แล้วผู้ยังหลงเพลินอยู่ในวารี
ยังสุขดีกันอยู่หรืออย่างไร
จงกรมภาวนาไปตามถนน
เห็นผู้คนมีทุกข์มากแค่ไหน
ใจเรายิ่งทุกข์มากกว่าใครใคร
น้ำตาจึงไหลออกมาคลอคลอ


กลับมานั่งภาวนาต่อ
เราขออุทิศให้ท่านตามคำขอ
ชาวโลกทิพย์โลกวิญญาณที่มารอ
อีกทั้งขอให้ทุกคนที่มา
บุญใดใดที่เราสร้างสมมาดี
ขอให้สุขีทั้งกายใจหนา
ทุกข์โศกเศร้าที่เคยมีมา
ขอธรรมรักษาทุกท่านเทอญ


ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๖


 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น